9Genuine Craftsman, Bag Gallery & Fashion, Thai Book Review แนะนำหนังสือ, Uncategorized

“ออฟฟิศ ซินโดรม” ภัยเงียบที่ส่งผลต่อจิตใจ และการทำงาน

Advertisement

   

Office Syndrome หรือ โรคออฟฟิศซินโดรม

เขียนกันตรงๆ ง่ายๆ เช่นนี้ บ้างก็เรียกกันตามความเข้าใจง่ายๆ ว่า

โรคมนุษย์เงินเดือน

 

      โรคออฟฟิศ ซินโดรม คือ เป็นอาการที่เกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลายาวนาน หรือการเพ่งหน้าจอโทรศัพท์ จนเป็นความเคยชิน เมื่อความเคยชินปรากฎ ก็ทำให้เราฝืนร่างกายโดยเฉพาะกับกล้ามเนื้ออย่างไม่รู้ตัวค่ะ เมื่อนานวันขึ้น อาการบาดเจ็บก็ค่อยๆ สะสม จนมีอาการเจ็บปวดมาก เลวร้ายที่สุด ก็อาจจะส่งผลต่อสุขภาพจิต และการใช้ชีวิตประจำวันกันเลยค่

Office Syndromeเมื่อกล่าวถึงการรักษาสุขภาพร่างกายของคนในยุคนี้แล้ว ต้องบอกว่า ผู้คนในยุคเจเนอรเรชั่นนี้ ใส่ใจในการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายอย่างดีมาก ทั้งอาหารการกิน การออกกำลังกาย มีอาหารคลีน รวมถึงการดูแลสุขภาพแนวใหม่ให้เห็นตลอด จนบางครั้งผู้เขียนเองก็เลือกที่จะดูแลสุขภาพกันไม่ถูก โดยเฉพาะรูปแบบการออกกำลังกายที่มีความพิเศษ และน่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิมในหลายรูปแบบ

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะดูแลสุขภาพคุณดีแค่ไหนก็แล้วแต่ หากคุณมองข้ามบางสิ่งบางอย่างไป ก็จะส่งผลต่อสุขภาพของเราโดยที่เราไม่ทันระวังตัวค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานที่มากกว่า ร้อยละ 80 ในปัจจุบัน ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอย่าง คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเลต ฯลฯ  ในการทำงาน เกือบทั้งหมดมีปัญหากับสุขภาพร่างกายแทบทั้งสิ้น และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นความเคยชินที่ทำให้เกิดโรคใหม่ นั่นคือ โรคออฟฟิศซินโดรม

  • สาเหตุแรก อาการบาดเจ็บอย่างรุนแรง

       ซึ่งเกิดจาก อุบัติเหตุที่รุนแรง หรือ การผ่าตัดบางประเภท ที่มีผลทำให้เกิดการบาดเจ็บโดยตรงต่อกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อสูญเสียสมรถภาพในการใช้งานได้อย่างเต็มที่ และเมื่อสะสมอาการบาดเจ็บเป็นเวลานาน เกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรัง ก็จะทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นสูญเสียความสามารถในการใช้งานไป อาการจากสาเหตุนี้รักษาได้ยากค่ะ เพราะเป็นการสูญเสียความสามารถในการใช้งานโดยตรง

Advertisement

  • สาเหตุที่สอง อาการบาดเจ็บที่เกิดจากการสะสมทีละเล็กละน้อย

      ซึ่งส่วนใหญ่ ผู้ป่วยจะมีอาการเข่นนี้เยอะค่ะ เช่น การนั่งทำงานเป็นเวลานาน อย่างที่กล่าวข้างต้น อาการปวดแบบนี้ จะไม่ปวดโดยฉับพลันนะคะ ผู้ป่วยจึงไม่ค่อยรู้ตัว กลับกลายเป็นว่า เป็นความเคยชินจนทำให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้น จนเมื่อสะสมอาการบาดเจ็บไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ปวดจนอาจจะต้องทานยา และพบแพทย์โดยด่วนเลยค่ะ

       แต่อาการบาดเจ็บจากสาเหตุนี้ มีหนทางที่จะรักษาให้หายขาดนะคะ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเราด้วยค่ะ เช่น อาการปวดไหล่ ที่เกิดจากการสะพายกระเป๋าหนักๆ ข้างเดียว เมื่อเราไม่สะพาย อาการปวดก็ทุเลาและหายปวดได้ค่ะ หรือการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ มีอาการเกร็งกล้ามเนื้อโดยไม่รู้ตัว หากเรารู้จักการผ่อนคลายอิริยาบถบ้าง ก็จะช่วยทุเลาการเกร็งกล้ามเนื้อ และไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่สะสมได้ค่ะ

 รู้ได้อย่างไร ว่าเรากำลังเป็นโรคฮอตฮิต ออฟฟิศซินโดรม

           อาการที่สังเกตเห็นได้ชัด และเราสามารถตั้งข้อสมมติฐานไว้ก่อนได้เลย นั่นคือ อาการปวดที่เกิดขึ้นในตำแหน่งเดิม ปวดๆ หายๆ ปวดซ้ำๆ เช่น สำหรับท่านที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ เป็นประจำ มักจะเกิดอาการปวดที่หัวไหล่ กล้ามเนื้อต้นคอ เป็นต้น หรือ ในบริเวณที่ปวดอาจจะเป็นก้อน เมื่อกด จะมีอาการปวด นอกจากนี้ผลข้างเคียงในการปวด อาจจะทำให้เรารู้สึกปวดหัว ตาพร่ามัว ปวดขมับ เกิดความเมื่อยล้ากับสายตาของเรา เช่น กรณีการเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ค่ะ

 

โรคออฟฟิศซินโดรม

 

มาถึงจุดนี้แล้ว ผู้เขียนมั่นใจมากค่ะว่า คุณผู้อ่านหลายๆท่าน ต้องมีอาการเช่นนี้แน่นอน ค่ะ อย่าเบาใจกันไปนะคะ เพราะสาเหตุการเกิดอาการออฟฟิศซินโดรม ค่อยๆ เกิดขึ้น เมื่อรู้ตัว บางครั้งหากรักษาไม่ทัน การเจ็บปวดในแต่ละครั้งสามารถบั่นทอนสุขภาพจิตในการใช้ชีวิตประจำวันของเรา และส่งผลให้เกิดโรคใกล้เคียงได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม โรคไมเกรน เป็นต้น ค่ะ

 

เป็นออฟฟิศซินโดรมแล้วจะรักษาอย่างไร

      สิ่งแรกที่สำคัญที่สุด เมื่อเราเจ็บไข้ได้ป่วย เราต้องรักษา “กำลังใจ” ของเราให้เข้มแข็ง นะคะ มองโลกให้เป็นบวกเสมอ ยาใดๆ ก็รักษาโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้ เท่า “ยาใจ“ ของเราค่ะ นอกเหนือจากนี้แล้ว แน่นอนที่สุด คือ การพบแพทย์ที่เชียวชาญทางด้านกระดูกและข้อ โดยตรง ซึ่งคุณหมอ ก็จะแนะนำ  วิธีการรักษา , วิธีปฎิบัติตน   , การออกกำลังกาย และ การผ่อนคลายอิริยาบถ เป็นต้น

 

Office Syndrome การรักษา

 

        นอกเหนือจากนี้ คือ การเชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสั่งของคุณหมอทุกครั้งอย่างเคร่งครัด อย่าคิดไปเองว่า หายปวดแล้ว ไม่ต้องทานยาแล้ว หรือการกลับไปมีพฤติกรรมเดิมๆ ซึ่งเหล่านี้ มีผลต่อการรักษานะคะ ผู้เขียนมั่นใจว่า การดูแลรักษาสุขภาพที่ดีที่สุด คือ การดูแลสุขภาพอย่างครบถ้วน และเมื่อใดก็ตามที่เรามีอาการเจ็บป่วยแล้ว ความมีวินัยในการทำตามคำสั่งของแพทย์ คือ สิ่งที่จำเป็นอย่างมากนะคะ

 

การเจ็บป่วยทางร่างกาย ไม่ว่าจะป่วยน้อย หรือ ป่วยมาก ย่อมส่งผลกระทบทางจิตใจทั้งสิ้นค่ะ เพราะฉะนั้น หมั่นดูแลให้ดีทั้งความคิดและการกระทำ เพราะพุทธศาสนสุภาษิต “อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” เป็นจริงทุกประการ    

 

คลินิคหมอกระดูกและข้อ หาดใหญ่

https://www.thedoctorbone.com

โดย : นายแพทย์สุนทร ศรีสุวรรณ์ (เกียรตินิยม)

อาจารย์แพทย์ออร์โธปิดิกส์ กลุ่มงานกระดูกและข้อ

โรงพยาบาลหาดใหญ่ จ.สงขลา

หมอกระดูก และข้อ หาดใหญ่
คลินิกหมอสุนทร กระดูกและข้อ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บริการตรวจรักษาโรค กระดูกและข้อ กล้ามเนื้อและเส้นประสาท ปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อม ข้อเข่าอักเสบ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดร้าวลงขา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท , กระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดไหล่ ข้อไหล่ติด ยกแขนไม่สุด โรคกระดูกพรุน กระดูกเสื่อม กระดูกเปราะ ข้อเท้า กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น อักเสบ มือชา นิ้วล็อก โรคพังผืดเส้นประสาท ข้อมืออักเสบ ปวดข้อศอก โรคข้อเทนนิส โรคเก๊าต์ ปวดส้นเท้า และฝ่าเท้า

 

   
Previous ArticleNext Article
 

Fine craftsmanship by our experienced Thai artisan.⁣ NEW ARRIVAL! 「Memoria」

Memoria

 

หนังสือใหม่ แนะนำ

LINE FOR BUSINESS

คู่มือการทำธุรกิจบนไลน์ แนะนำวิธีการใช้แอปและฟังก์ชันเสริมต่าง ๆ ของ "LINE" เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ ไปจนถึงเทคนิคและเคล็ดลับการใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ที่เหมาะสำหรับคนทำธุรกิจโดยเฉพาะ    

คลินิกกระดูกและข้อ หมอสุนทร

อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

รักษาโรคกระดูกและข้อ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นและเส้นประสาท

หมอกระดูกและข้อ หาดใหญ่

 

Xiaomi Air Purifier 2s เครื่องฟอกอากาศ (GB.V) กรองฝุ่น PM2.5

แพ็คส่งใน 1 วัน【ประกันศูนย์ไทย 1 ปี】

กรองอากาศ360องศา ด้วยกรองคาร์บอนถึง3ชั้น คือPrimary Filter, Japan Toray H11-level Filter, Activated Carbon-Filterที่สามารถกรองฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า2.5ไมครอนได้มากถึง99.99%

Xiaomi Air Purifier 2s

การอ่านหนังสือแบบนักคิดนั้นแตกต่างจากการอ่าน หนังสือแบบผู้อ่านทั่วๆไป ตรงที่เราใช้หนังสือเป็นบันไดในการก้าวไปสู่ความ คิดของผู้เขียน ในขณะเดียวกันเราก็ใช้หนังสือเป็นเชื้อเพลิงในการจุดไฟเพื่อส่องสว่างทาง ความคิดให้กับเราเดินไปสู่ความคิดใหม่ที่เป็นของตัวเราเอง เราต้องคิดเสมอว่า ถ้าเราอ่านเพียงเพื่อรู้ เราจะเป็นได้เพียงผู้ตามเท่านั้น แต่ถ้าเราอ่านเพื่อคิด เราสามารถก้าวเป็นผู้นำ(ทางความคิด)ได้อย่างแน่นอน ติดตามเราได้ที่ facebook