สัปดาห์นี้ ณ เมืองหาดใหญ่ในภาคใต้ของประเทศไทย กลายเป็นภาพสะเทือนใจของหลายๆคน น้ำฝนทะลักทะลวงในระดับที่ชาวเมืองไม่เคยพบเจอมาก่อน มวลน้ำหลาก จนท่วมถนนทุกสาย บ้านเรือนหลายหลัง จมอยู่ใต้ผืนน้ำสีน้ำตาลทึบ บางครัวเรือนต้องปีนขึ้นดาดฟ้า บางคนต้องรอความช่วยเหลือกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว …
ข่าวบอกว่า เมืองได้รับฝนครั้งเดียวถึง 335 มิลลิเมตร เป็นปริมาณสูงสุดในรอบ 300 ปีของหาดใหญ่ และน้ำท่วมครั้งนี้ ส่งผลให้โรงพยาบาลหลักของเมือง ถูกน้ำท่วมจนชั้นล่างไม่สามารถใช้งานได้ ทีมแพทย์ต้องอพยพผู้ป่วยวิกฤตหลายสิบคนด้วยเฮลิคอปเตอร์ ขณะที่หน่วยกู้ภัยเร่งส่งเรือ เรือพาย และเครื่องอุปโภค–บริโภคให้แก่ครอบครัวที่ติดค้างในน้ำท่วมลึกหลายเมตร
ภาพเช่นนี้ — ครัวเรือนจมน้ำ , ถนนกลายเป็นคลอง ชีวิตที่ต้องดิ้นรนหา น้ำดื่ม และอาหาร มันไม่ใช่แค่ “อุบัติเหตุธรรมชาติ” ที่เกิดในบางพื้นที่ แต่นี่เป็น “สัญญาณเตือน” ที่สะท้อนว่า “ภูมิอากาศกำลังเปลี่ยน” และเรา กลังอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างความปลอดภัยกับความเปราะบาง ….
เมื่อเมืองหนึ่งของไทย ที่เคยคุ้นชินกับ มรสุมและฝนประจำปี และดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่วันนี้ กลายเป็นเมืองที่น้ำท่วมอย่างรุนแรงในระดับประวัติศาสตร์ นั่นคือคำถาม ที่เราทุกคนควร “หยุดคิด”
เรากำลังอยู่ในยุคที่ “ภัยธรรมชาติ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และหลายครั้ง มันคือผลลัพธ์ที่ชัดเจนของ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
จากหาดใหญ่ เรื่องของน้ำ–ฝน–พายุ–น้ำหลาก กลายเป็นบทนำของบทสนทนาที่ใหญ่กว่ามาก โลกทั้งใบกำลังปรับตารางภูมิอากาศของมัน และ “เรา” คือคนที่ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และตัดสินใจ ….

สิ่งที่เราเคยเรียก “ภัยธรรมชาติ” อาจไม่ใช่แค่ “ธรรมชาติ” อีกต่อไป
แต่เป็น “ธรรมชาติถูกเร่งให้โกรธ” … โดยฝีมือมนุษย์
ภัยพิบัติที่กำลังเปลี่ยนโลก และตำแหน่งของประเทศไทยในพายุใหญ่ครั้งนี้ …
ประเทศไทยกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ
…. ถ้าเราถามตัวเองว่า “ช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ เราได้ยินคำว่า “น้ำท่วมใหญ่–ฝนหนัก–พายุเข้า–คลื่นความร้อน” บ่อยขึ้นบ้างไหม?”
คำตอบแทบจะไม่ต้องคิดเลยว่า ใช่—มันมากขึ้น และหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ… มันไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทย
โลกทั้งใบ กำลังเปลี่ยนรูป จากแรงกดดันของภาวะโลกร้อน…. จากโลกที่เคยคาดเดาได้ กำลังกลายเป็นดินแดนของความไม่แน่นอน และหลายๆ ประเทศจำนวนมาก กำลังเผชิญ “ภัยพิบัติ” ในระดับที่มนุษย์ยุคก่อนแทบไม่เคยจินตนาการถึง ….
ข้อมูลจากรายงาน WorldRiskIndex 2024 บอกเราว่า มีประเทศมากกว่า 15 แห่งที่อยู่ในระดับ “ความเสี่ยงสูงมาก” ตั้งแต่ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ที่พายุลูกเดียวอาจทำลายทั้งประเทศ !!! ไปจนถึงประเทศขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ต้องเผชิญพายุ น้ำท่วม และแผ่นดินไหวแบบชุดใหญ่ !!!
ขณะเดียวกัน ดัชนี Climate Risk Index ก็ยังชี้ว่า ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ภัยพิบัติ ทางสภาพอากาศสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและชีวิตมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
ถ้าจะพูดให้ภาพชัด… โลกกำลังแบก พายุ ลูกไฟ คลื่นร้อน และฝนที่ตกหนักอย่างไม่เคยมาก่อน
แล้ว… ประเทศไทยล่ะ…
เราอยู่ตรงไหนในเรื่องนี้ ?
ประเทศไทยไม่ได้เป็น “ประเทศที่เสี่ยงที่สุดในโลก” ตามดัชนีใดๆ
แต่เรา ก็ไม่ได้ยืนอยู่ในจุดที่สบายใจได้ เช่นกัน
ภาพรวมของประเทศไทย จากข้อมูลใน World Risk Index อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงระดับกลาง แต่คำว่า “กลาง” ในยุคนี้ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยนะครับ เพราะโลกทั้งใบ ขยับระดับความเสี่ยงที่สูงขึ้นพร้อมกันเหมือนหนังเรื่องหนึ่ง ที่ทุกตัวละครต่างต้องเผชิญภัยในระดับเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ … และคำว่า กลาง มันก็ขยับสูงขึ้นตามไปด้วย ….
สิ่งที่หลายคนลืมกันไป ก็คือ ประเทศไทย เป็นประเทศที่มี “ความหลากหลายของภัยพิบัติ” สูงกว่าที่คิด
- ภาคใต้รับพายุและน้ำท่วมประจำปี
- ภาคเหนือและอีสานเสี่ยงดินถล่มและแล้ง
- พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาต้องลุ้นน้ำท่วมวนรอบทุกไม่กี่ปี
- ชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะมากขึ้นจากคลื่นแรงและระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
และในปี ค.ศ. 2568 เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ที่ทำให้โรงพยาบาลต้องอพยพคนไข้ กันวุ่นวายไปหมด ก็เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเราไม่ได้อยู่นอกเกมภัยพิบัติเลยแม้แต่น้อย ….
สถานะของประเทศไทยเมื่อเทียบกับทั่วโลกและภูมิภาค
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นก่อนหน้า ประเทศไทยมีสถานะความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ อยู่ในระดับปานกลางถึงสูง ขึ้นอยู่กับเกณฑ์การประเมิน
- ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติโดยรวม (World Risk Index)
รายงาน Global Climate Risk Index ในช่วงปี 2000-2019 เคยระบุว่า ประเทศไทย มีความเสี่ยงต่อความสูญเสีย จากภัยพิบัติ สูงมาก โดยมีข้อมูลบางแหล่งระบุว่า ไทยติดอันดับ 9 ของโลก ในแง่ของความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ (ข้อมูลปี 2021) อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุด (เช่น Climate Risk Index 2025) อาจแสดงให้เห็นว่า ไทยหลุดจากกลุ่มประเทศเสี่ยงสูง ในระยะยาว โดยลดลงไปอยู่ในอันดับที่ 30 แต่ยังคงเผชิญกับปัญหาอุณหภูมิสูง ภัยแล้ง และฝนตกหนัก อยู่ …
- ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติเฉพาะประเภท
- น้ำท่วม : ไทยมีความเสี่ยงสูงต่ออุทกภัย โดยบางรายงานระบุว่า ไทยติด 1 ใน 10 ของโลกที่เสี่ยงน้ำท่วมหนัก และมีบางข้อมูลระบุถึงการเสี่ยงน้ำท่วมหนักเป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ไทยมีความล่อแหลมน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่อยู่ในเขตเสี่ยงภัยพิบัติสูง เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมา
- นอกจากนี้ ในแง่ของความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ มีการจัดอันดับว่าประเทศไทยมีความสามารถในการรับมือภัยพิบัติอยู่ในระดับที่ดี โดยเคยมีรายงานจัดให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 4 ของโลกในด้านนี้ (อ้างอิงข้อมูลปี 2024) แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการจัดการและฟื้นฟูภายหลังเกิดภัยพิบัติที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
สรุปได้ว่า ประเทศไทย อาจไม่ได้เป็นประเทศที่ประสบภัยพิบัติ มากที่สุดหรือหนักที่สุด ในโลกโดยรวม แต่จัดเป็นประเทศที่ มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ อุทกภัย และเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ก็มีศักยภาพในการรับมือ กับภัยพิบัติในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค …..
หากเรามองออกไปไกล กว่าเส้นขอบฟ้าของไทย…
ฐานข้อมูล EM-DAT ซึ่งเก็บเหตุการณ์ภัยพิบัติทั่วโลกมานานกว่า 100 ปี ระบุว่า ทุกภูมิภาคของโลก มีจำนวนเหตุการณ์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเอเชีย ภูมิภาคที่ประเทศไทยตั้งอยู่ คือพื้นที่ที่มี “จำนวนภัยพิบัติ และผู้ได้รับผลกระทบ” สูงที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง
“เราเป็นเหมือนคนอยู่บนถนนที่รถวิ่งผ่านยี่สิบช่องทาง…”
…. ต่อให้เราไม่ได้ยืนตรงกลางถนน โอกาสโดนเฉี่ยวชนก็ยังสูงกว่าคนในถนนเล็กๆ อยู่ดี….
ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงมากต่อเนื่องมาหลายปี … อย่างปีนี้ พ.ศ. 2568 เราก็เห็นกันแล้ว ว่า 2 ประเทศนี้ หนักหนาสาหัสขนาดไหน …..
ซึ่งเหล่านี้ มีความหมายสำคัญมาก…. พายุที่วิ่งเข้าฟิลิปปินส์ อาจส่งผลต่อไทยใน 1–2 วันถัดมา และฝนหนักที่ อินโดนีเซีย สามารถทำให้ลมมรสุมแปรปรวน จนเกิดฝนผิดฤดูกาลในประเทศไทยได้ … เช่นกัน …
ภูมิภาคนี้เชื่อมโยงกันเหมือนระบบหายใจของสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียว
แล้วต้นตอของปัญหาอยู่ตรงไหน?
ถ้าจะสรุปแบบพูดตรงๆ นะครับ โลกกำลังร้อนขึ้น และภัยพิบัติ ประเทศไทย เป็นผลกระทบที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
รายงานจาก UNDRR (หน่วยงานด้านลดความเสี่ยงภัยพิบัติของสหประชาชาติ) ย้ำว่า ความถี่ และความรุนแรงของเหตุการณ์สุดขั้วเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น …. นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้พูดถึงอนาคตอันไกลอีกแล้ว แต่กำลังรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น “ในตอนนี้” คือ อาจจะพรุ่งนี้ เดือนนี้ สามเดือนข้างหน้า หรือ อย่างช้า ก็ปีหน้า !!!!
- พายุหมุนเกิดถี่ขึ้น
- ฝนตกหนักในระยะเวลาอันสั้นมากขึ้น
- คลื่นความร้อนกินเวลานานขึ้น
- ช่วงแล้งยืดเยื้อ
- ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์เมื่อ 20 ปีก่อน
และยิ่งเราอยู่ในภูมิภาคที่มีทั้งทะเล ภูเขา มรสุม และชายฝั่งยาวมาก ผลกระทบก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น
โลกในศตวรรษนี้ เหมือนเครื่องจักรที่ถูกเร่งความเร็วอยู่ตลอดเวลา
ยิ่งหมุนเร็วเท่าไหร่ ความผิดปกติก็เกิดได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
มาสู่คำถามสำคัญ ….
แล้วเราจะอยู่อย่างไร ในโลกแบบนี้ ?
คำถามนี้ ไม่ได้ถาม เพื่อให้กลัวภัยพิบัติ แต่ถามเพื่อให้เรา …. ได้รู้เท่าทัน และ การเตรียมตัว
งานวิจัยจำนวนมาก บอกความจริงข้อหนึ่งว่า ….
ประเทศที่ไม่ใช่ประเทศที่ปลอดภัยที่สุด
คือประเทศที่สามารถ “ปรับตัวเร็วที่สุด”
การปรับตัว คือ การทำให้บ้านเรา เมืองเรา และระบบต่างๆ “ยืดหยุ่นพอ” ที่จะรับแรงสั่นสะเทือน จากสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน และสิ่งเหล่านี้ เริ่มได้ตั้งแต่ระดับเล็กที่สุด …. ครับ คือ เริ่มที่ “ตัวเรา”
- ชุมชนที่มีระบบเตือนภัย ทำให้คนหนีทัน
- บ้านที่ออกแบบให้ทนลมแรง ลดการเสียหาย
- เมืองที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่รับน้ำ ลดน้ำท่วมซ้ำซาก
- เกษตรกรที่ปรับพืชให้เหมาะกับสภาพอากาศใหม่
- รัฐบาลที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทนภัย มากกว่าซ่อมหลังภัยพิบัติ
หลายประเทศในเอเชีย เริ่มทำสิ่งเหล่านี้แล้ว และประเทศไทยกำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน แม้บางอย่างจะยังต้องเร่งเครื่องมากกว่านี้ !!!
ถึงเวลาแล้ว ที่จะเห็นภัยพิบัติ ประเทศไทย ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “ข่าว”
ที่มักจะมีนักการเมืองมาหาผลประโยชน์ทางการเมือง และเหล่าอินฟูล และนักวิชาการ มาหาแสง อีกต่อไป …
แต่นี่คือ “สัญญาณเตือนอนาคต”
ภัยพิบัติ ไม่เคยเป็นเรื่องของธรรมชาติอย่างเดียว
มันคือเรื่องของมนุษย์ด้วย
วิธีที่เราใช้พลังงาน วิธีที่เราใช้ที่ดิน วิธีที่เราใช้ชีวิต ….
เกี่ยวข้องทั้งหมด …
ถ้าเราเพียงมองมันผ่านหน้าจอทีวี เราจะเห็นแค่เหตุการณ์
แต่ถ้าเรามองผ่านข้อมูล เราจะเห็น ความจริงที่กำลังก่อตัว
และแน่นอน เราจะเห็น “แนวโน้ม”
และแนวโน้มนี้เอง …. กำลังบอกเราว่า
“โลกกำลังเรียกร้องให้มนุษย์กลับมาดูแลมันอย่างจริงจัง”
ประเทศไทย อาจไม่ใช่ประเทศที่มี ภัยพิบัติ รุนแรงที่สุดในโลก… ก็จริง…
แต่ …. เราก็อยู่ในภูมิภาคที่กำลัง ร้อนขึ้น เร็วขึ้น แรงขึ้น และเจอภัยพิบัติถี่มากขึ้น …
นี่ไม่ใช่เวลาที่จะถามวนๆกันว่า “ปีนี้น้ำจะมามากมั้ย”
แต่คือเวลาที่เราต้องถามว่า
“เราพร้อมแค่ไหน ถ้ามันจะมาแรงกว่าคราวนี้ ?”
แล้ว “เราทุกคน” จะอยู่ “อย่างมีสติ” ในโลกที่เปลี่ยนอย่างไร?
ในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนไป — สิ่งที่เราทำได้ คือ ….
ไม่มองข้าม — ถามจริงจัง ว่า “บ้านเราเสี่ยงแค่ไหน?” “เมื่อพายุมาจะเป็นอย่างไร?”
เตรียมพร้อม อย่างเป็นระบบ — ไม่ใช่แค่เก็บของใส่ถุงสำรองน้ำ/อาหาร แต่รวมถึงวางแผนอพยพ รู้จุดปลอดภัย รู้จักชุมชน
ผลักดันนโยบาย ให้ความยืดหยุ่นเป็นมาตรฐาน จากระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ
รักษ์โลก ลดการปล่อยก๊าซ ลดการทำลายป่า ปกป้องชายฝั่ง เพราะภาวะโลกร้อนคือ “บ่อเกิด” ของภัยพิบัติจำนวนมาก
และคำถามที่ใหญ่ยิ่งกว่า— คือ
เรายังจะปล่อยให้โลกแย่ลงไปอีกแค่ไหน ก่อนที่เราจะลงมือปรับเปลี่ยนจริงๆ?
แหล่งอ้างอิง (References )
- WorldRiskReport / WorldRiskIndex 2024 (Bündnis Entwicklung Hilft / Ruhr-University Bochum) — รายงาน WorldRiskIndex 2024 (PDF). Security & Sustainability+1
- Climate Risk Index (Germanwatch) — ข้อมูล CRI / ResourceWatch aggregate. Resource Watch
- EM-DAT — The International Disaster Database (CRED) และรายงาน “Disaster Year in Review 2024”. EM-DAT+1
- UNDRR — Global Assessment Report (GAR 2024 special report) — แนวทางนโยบายและการวิเคราะห์แนวโน้ม. UNDRR+1
- รายงาน/ข้อมูลสถานะของไทย (ADRC / Typhoon Committee / DDPM member report) — รายงานสถานการณ์และการประเมินความเสี่ยงระดับชาติของไทย. ADRC+1
- ข่าวเหตุการณ์ปัจจุบัน — ตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ (พ.ย. 2025) จาก Reuters / AP (เพื่อเชื่อมกับความเป็นจริงล่าสุด). Reuters+1


