Thai Book Review แนะนำหนังสือ, Uncategorized

มหาสุสาน โลกอมตะของ อิ๋งเจิ้ง ปฐมจักรพรรดิของจีน จิ่นซีฮ่องเต้

   

จิ่นซีฮ่องเต้ หรือ ฉินสื่อหวงตี้ ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉิน  จักรพรรดิผู้รวมทุกแคว้นเป็นหนึ่ง

       หากกล่าวถึง จอมจักรพรรดิจีน ผู้เป็นทั้งมหาราชและทรราชในพระองค์เดียวกันนั้น คงไม่มีใครจะไม่รู้จักจักรพรรดิจีน ผู้ยิ่งใหญ่นามว่า จิ่นซีฮ่องเต้ หรือ ฉินสื่อหวงตี้ ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉิน จักรพรรดิผู้รวมทุกแคว้นเป็นหนึ่ง และนำพาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ กลยุทธิ์ในการสร้างชาติ ศิลปะวิทยาการต่างๆ หล่อหลวมทุกอย่างให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดขึ้นของประเทศจีน

 “ทำให้ทุกวันนี้แม้แต่ชื่อประเทศ คำว่า จีน ในภาษาไทย หรือคำว่า China ในภาษาอังกฤษ ยังมีที่มาจากคำว่า “ฉิน”  ”

จิ่นซีฮ่องเต้
จิ๋นซีฮ่องเต้ : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

         จักรพรรดิฉินสื่อหวงตี้ เดิมมีพระนามว่า อิ๋งเจิ้ง ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๓ พรรษา ทรงมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีรูปแบบในการปกครองอย่างเด็ดขาด ด้วยทรงปรารถนาที่จะรวบรวมทุกแคว้นให้เป็น ๑ เดียว ภายใต้การปกครองของพระองค์เพียงผู้เดียว พระนาม  ฉินสื่อหวงตี้ (จีน: 秦始皇帝; พินอิน: Qín Shǐ Huángdì; 260–210 ก่อนคริสตกาล) คำว่า หวงตี้ หรือ หวังตี้ คือ สิ่งที่พระองค์ได้ใช้เรียกแทนตำแหน่งตนเองใหม่ จากเดิมที่เคยขานพระนามพระเจ้าแผ่นดินจีนในราชวงศ์ก่อนโดยมีตำแหน่งลงท้ายแค่คำว่า หวง ซึ่งหมายถึง ราชา เท่านั้น แต่ในสมัยของฉินสื่อหวงตี้ ทรงใช้ตำแหน่ง หวงตี้ ที่มีความหมายว่า จักรพรรดิ แทน พระองค์จึงเป็นปฐมจักรพรรดิจีนพระองค์แรก และเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียก จักรพรรดิจีนในทุกราชวงศ์ต่อมาตราบจนสิ้นระบบกษัตริย์ในสมัยราชวงศ์ชิง

อิ๋งเจิ้ง หรือ จักรพรรดิจิ๋นซี มีความเชื่อในเรื่องของพลังและอำนาจของพระองค์ ทรงปกครองด้วยระบบกฎหมายอันเข้มงวดและโหดร้าย ตัวบทกฎหมายที่เข้มแข็ง แม้จะถูกมองว่าโหดร้ายและป่าเถื่อน แต่ก็เป็นสิ่งที่พระองค์ไม่อาจละเว้นได้ หากประสงค์จะให้ราชวงศ์ฉินยิ่งใหญ่เกรียงไกร เป็นเอกภาพทั้งแผ่นดิน จึงต้องบัญญัติกฎหมายที่ดูน่าสะพรึงกลัว อย่างเช่น การจับเชลยหรือผู้ทำผิดต่อบ้านเมืองต้มลงไปในหม้อน้ำที่เดือดให้ทรมานจนตาย, การเจาะกระโหลก, การหั่นร่างกายตั้งแต่ช่วงบั้นเอวลงไป หรือ แม้แต่การประหารโดยจับแยกร่างด้วยม้า ด้วยวิธีการลงโทษประหารเช่นนี้ แค่อ่านยังรู้สึกสยดสยองในวิธีการ และแม้แต่คนที่เฝ้ามองการประหารอาจจะอดรู้สึกคลื่นเหียนชวนอาเจียนกับภาพที่เหนือจินตนาการแต่เกิดขึ้นจริงไม่น้อย

ที่ชั่งตวงสำริด

นอกจากพระองค์จะทรงบัญญัติมาตรากฎหมายต่างๆอย่างเข้มงวดแล้ว ยังทรงมีนโยบายในการประกาศการใช้เงินตรา การใช้ตัวอักษรแบบเดียวกัน การใช้มาตราชั่งวัดให้เป็นระบบเดียวกันทั้งแผ่นดินอีกด้วย ซึ่งครั้งหนึ่งทรงสั่งให้ทำที่ชั่งตวงสำริด ลักษณะคล้ายทัพพีขนาดใหญ่ มีตัวหนังสือระบุถึงพระนามของพระองค์ เพื่อประกาศให้ทั่วแผ่นดินรู้ว่าอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ และสิ่งหนึ่งที่จักรพรรดิจิ๋นซีทรงยึดมั่นมาด้วยทางธรรมเนียมจีนโบราณแต่เดิมว่าด้วยเรื่องศาสตร์จีนโบราณ ทรงมีความเชื่อว่าพระองค์เป็นดั่งเทพเจ้า ทรงเกณฑ์แรงงานจากประชาชนถึง ๗๐๐,๐๐๐ คน มาสร้างพระราชวังอันใหญ่โตมโหฬารใน นครเสียนหยาง และสถาปนาเป็นราชธานีของพระองค์ นครเสียนหยาง ปัจจุบันตั้งอยู่ทางทิศเหนือของซีอาน มณฑลส่านซี ในปัจจุบัน ….

พระราชวังนี้มีนามว่า

พระราชวังอาผางกง (E-Pang Palace)

พระราชวังอาผางกง

ภาพเขียนอาฝางกง
ภาพเขียนอาฝางกง

แม้อดีตพระราชวังโบราณแห่งนี้  ไม่สามารถสร้างเสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากมีความยิ่งใหญ่มาก และต้องใช้เวลาก่อสร้างหลายปี

     แต่หลักโครงสร้างของการสร้าง พระราชวังอาผางกง และการสร้างราชธานีนครเสียนหยาง ต่างยึดหลักจักรวาลดาราศาสตร์โบราณทั้งสิ้น โดยมีพระราชวังของพระองค์เป็นตัวแทนดาวแห่งเง็กเซียนฮ่องเต้ หรือดาวจื่อเว่ย ดวงดาวสำคัญของโหราศาสตร์จีนโบราณ ทุกตำหนักในพระราชวังถูกออกแบบและจัดวางให้สอดคล้องกับทิศทางของดวงดาราในจักรวาล และมีแม่น้ำเว่ยเหอที่ไหลอยู่ทางใต้ของพระราชวังเป็นตัวแทนแห่งทางช้างเผือกในจักรวาล เหล่านี้เป็นหลักการออกแบบที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงเป็นตัวแทนแห่งศูนย์กลางจักรวาล

ผู้สนับสนุน

หนังสือ  ราชบัลลังก์พม่า วาระสุดท้ายแห่งระบบกษัตริย์ !!

ราชบัลลังก์พม่า      เรื่องราวประวัติศาสตร์พม่า สมัยพระเจ้ามินดง จนถึงวาระสุดท้ายของระบอบกษัตริย์ในสมัยพระเจ้าธีบอ อ่านแล้วทำให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของพม่า รูปแบบการปกครอง ยิ่งในบทที่บรรยายถึงความโหดร้ายของพระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัต  ความเหี้ยมโหดของการสังหารเชื้อพระวงศ์ด้วยกัน เพียงเพื่อต้องการบัลลังก์    หนังสือ “ราชบัลลังก์พม่า วาระสุดท้ายแห่งระบบกษัตริย์” เล่มนี้ เขียนโดย ศาสตราจารย์พิเศษเสฐียร  ผู้เขียนยังได้เสนอมุมมองอันหลากหลาย ผ่านการวิเคราะห์ให้เห็นถึงปัญหาของพม่าในยุคเวลานั้น โดยเฉพาะการฉายภาพเรื่องอำนาจวาสนา กิเลสตัณา และความมักใหญ่ใฝ่สูงของคนในช่วงเวลาดังกล่าว อันกลายเป็นปฐมเหตุแห่งการสูญเสียเอกราชของพม่าแก่อังกฤษ

ซื้อหนังสือออนไลน์


 


>  เมื่อ 206 ปีก่อนคริสตกาล ในขณะที่พระราชวังอาผางกง สร้างไม่เสร็จ เกิดเหตุการณ์ กบฎชาวนา โดย ผู้นำระดับแม่ทัพ นามว่า เซี่ยงอวี่ หรือ ฌ้อปาอ๋อง (อังกฤษ: Xīchǔ Bàwáng, อักษรจีน: 楚霸王) เผาทำลาย   ฌ้อปาอ๋อง : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี แต่ด้วยขนาดอันมโหฬารชวนน่าตกใจก็พอที่จะให้เราจินตนาการต่อได้ หากคุณคิดว่าพระราชวังต้องห้ามมีขนาดที่ใหญ่โต จนไม่สามารถเดินเที่ยวได้ทั่วในหนึ่งวันแล้วนั้น ขนาดของพระราชวังอาผางกงนั้นมีขนาดใหญ่กว่าถึง ๖ เท่าของพระราชวังต้องห้าม บนพื้นที่ถึง ๔.๕ ตารางกิโลเมตร! การที่ ฌ้อปาอ๋องเผาทำลายพระราชวังแห่งนี้จึงใช้เวลาถึง ๓ เดือนจึงจะเผาได้หมด อดีตพระราชวังอาฝางกงอันยิ่งใหญ่จึงถูกทำลายไปพร้อมๆ กับการล่มสลายของราชวงศ์ฉิน

ภาพจำลอง พระราชวังอาผางกง (E-Pang Palace)

          แต่กระนั้นก็ตาม จักรพรรดิจิ๋นซี ผู้ซึ่งเชื่อมั่นในชีวิตของโลกหลังความตาย ทรงคิดอยู่เสมอว่าพระองค์ทรงเป็นอมตะ และจะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางทรัพย์สมบัติ องค์รักษ์ เหล่าทหารและผู้รับใช้ไปตลอดกาล เมื่อครั้งเสด็จขึ้นครองราชย์ ผ่านระยะเวลาเพียงแค่ปีเศษ เมื่อพระองค์พระชนมายุ ๑๔ พรรษา ทรงได้วางนโยบายให้เกณฑ์ประชาชนเพื่อสร้างสุสานส่วนพระองค์ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และสร้างเรื่อยมาเป็นเวลาถึง ๓๗ ปี ตราบจนจักรพรรดิจิ๋นซีเสด็จสวรรคต ทำให้สุสานของพระองค์เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ ๘ ของโลก ในปัจจุบัน

จิ่นซีฮ่องเต้

โดยปกติแล้ว จักรพรรดิจีนทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ จะมีความเชื่อถึงการเป็น อมตะ เป็นเทพเจ้า ที่ ไม่มีวันตาย ในแต่ละราชวงศ์จึงแสวงหาหนทางในการรักษาชีวิตให้ยืนยาว และตราบใดที่ยังหาหนทางดังกล่าวไม่ได้ จักรพรรดิจีนทุกพระองค์ก็จะสร้างสุสานส่วนพระองค์ขึ้น เปรียบเสมือนการสร้างพระราชวังอีกแห่งเพื่อไว้ใช้ประทับในโลกหน้า จักรพรรดิจิ๋นซีก็คิดเช่นนั้น แต่มหาสุสานของพระองค์นั้นดูจะยิ่งใหญ่และใหญ่กว่าสุสานของจักรพรรดิจีนทุกพระองค์ เป็นมหาสุสานที่สุดแสนจะพิศวงและรอการค้นพบอยู่ในทุกๆวัน

มีคำกล่าวของนักโบราณคดีจีนในยุคปัจจุบันว่า ชีวิตของนักโบราณคดีจีนทุกคนต่างปรารถนาที่จะเห็นมหาสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ ตราบใดที่มหาสุสานของพระองค์ยังไม่ถูกเปิดเผย ก็คงจะนอนตายตาไม่หลับ

      การค้นพบหุ่นทหารดินเผาโดยบังเอิญของชาวนา ในหมู่บ้านหลินถง เมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๑๗ ขณะที่กำลังขุดบ่อน้ำ เป็นการเปิดโลกของ มหาสุสาน แห่งนี้ให้คนทั่วโลกได้ตกตะลึงในความยิ่งใหญ่อลังการ และตอกย้ำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า บันทึกของซือหม่าเชียน นักประวัติศาสตร์คนสำคัญในสมัยราชวงศ์ฮั่นกล่าวไว้ “ไม่ใช่แค่นิยาย” ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วทางการจีนได้มีแผนที่จะค้นหาร่องรอยของความรุ่งเรืองในช่วงสมัยราชวงศ์ฉินเมื่อ ๑๓ ปีก่อนที่ชาวนาจะบังเอิญเจอ และการค้นพบในครั้งนี้จึงทำให้ทางการจีนได้วางแผนในการขุดค้นหลักฐานทางโบราณคดีอย่างเต็มรูปแบบในทันที

 

“มหาสุสาน พระราชวังหลังความตายของจักรพรรดิจิ๋นซีนั้นมีขนาดและรูปแบบโครงสร้างคล้ายกับการก่อสร้างพระราชวังอาฝางกงของพระองค์ ”     นั่นคือ เป็นรูปสี่หลี่ยมผืนผ้าขนาด ๖๐ ตารางกิโลเมตร และมีตำแหน่ง พื้นที่ต่างๆ อาทิ เช่น สุสานส่วนของพระองค์, สุสานคนรับใช้, สุสานเชื้อพระวงศ์ , สุสานนางสนม, คอกเลี้ยงม้า เป็นต้น

 

ในสมัยราชวงศ์โจว ก่อนการสถาปนาราชวงศ์ฉิน

เมื่อจักรพรรดิเสด็จสวรรคต เหล่าบรรดาข้าราชบริพาร

นายทหาร เหล่าเสนาบดี หรือแม้แต่นางสนม

จะต้องตายตามไปจักรพรรดิไปด้วย !!!

ในสมัยราชวงศ์โจว ก่อนการสถาปนาราชวงศ์ฉิน ก็มีการสร้างสุสานสำหรับจักรพรรดิเช่นกัน และมีลักษณะคล้ายกันคือ เป็นรูปแบบสี่เหลี่ยม วางแนวยาวไปตามระนาบ ซึ่งจะแตกต่างจากสุสานโบราณอย่าง สุสานฟาโรห์ ประเทศอียิปต์ที่มีลักษณะสูงใหญ่มทโหฬาร แต่ในสมัยราชวงศ์โจวต้องกล่าวได้ว่าเมื่อจักรพรรดิเสด็จสวรรคต เหล่าบรรดาข้าราชบริพาร นายทหาร เหล่าเสนาบดี หรือแม้แต่นางสนม จะต้องตายตามไปจักรพรรดิไปด้วย โดยมีหลักฐานการขุดพบซากโครงกระดูกมนุษย์เป็นจำนวนมากใกล้ๆ กับสุสานของจักรพรรดิในราชวงศ์โจว ” 

      แต่ต่อมา เนื่องด้วยมีเหตุแห่งการสู้รบของแต่ละแคว้นกันมาโดยตลอดเกือบ ๒๐๐ ปี ก่อนที่จะสถาปนาราชวงศ์ฉิน ทำให้ประชากรมีจำนวนลดลง เมื่อถึงยุคสมัยจักรพรรดิจิ๋นซี จึงได้มีแนวคิดใหม่โดยการสร้างหุ่นทหารดินเผาขึ้นแทนตัว รวมถึงให้สร้างทหารม้า สัตว์เลี้ยงต่างๆ แม้แต่นักกายกรรม นักดนตรี อีกด้วย โดยมีหลักฐานการค้นพบหุ่นทหาร นักกายกรรม นักดนตรี และอีกมากมายในสุสานส่วนพระองค์

 

พิพิธภัณฑ์ซีอาน

 

บริเวณที่ขุดพบหุ่นทหารดินเผา หรือ พื้นที่โดยรวมของ

มหาสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้มีขนาดเนื้อที่มากกว่า

๒ ล้านตารางเมตร

ปัจจุบันพื้นที่ตั้งของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ อยู่ภายใต้การดูแล บริหารจัดการ ณ พิพิธภัณฑ์ซีอาน สถานที่รวบรวมโบราณวัตถุอายุนับพันปี และแน่นอนว่า บริเวณที่ชาวนาได้ขุดพบเจอหุ่นทหารดินเผาแต่แรก ทางการจีนได้ใช้งบประมาณมหาศาลในการเวนคืนที่ และหาที่ทำกินให้กับชาวบ้านใหม่ทั้งหมู่บ้าน ปัจจุบันนี้ชาวบ้านไม่ต้องทำนาแล้ว แต่เปิดร้านขายของที่ระลึก และเปลี่ยนรูปแบบอาชีพไปโดยปริยาย โดยทางการจีนก็ให้การสนับสนุนในจุดนี้

      บริเวณที่ขุดพบหุ่นทหารดินเผา หรือ พื้นที่โดยรวมของมหาสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้มีขนาดเนื้อที่มากกว่า ๒ ล้านตารางเมตร มีกำแพงล้อมรอบถึง ๒ ชั้น และส่วนประกอบของสิ่งก่อสร้าง เป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบอาคารต่างๆ โดยรอบ พื้นดินมีความตื้นลึกไม่เท่ากัน และจุดศูนย์กลางคือ บริเวณที่ฝังสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ ในแต่ละพื้นทีมีการจัดวางรูปแบบ รวมถึงโบราณวัตถุประเภทต่างๆ ไว้ อย่างสมบูรณ์ยิ่ง นับเป็นมหาสุสานของจักรพรรดิจีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่นักโบราณคดีขุดค้นพบได้จนถึงปัจจุบัน

ชาวฉินรู้จักการประดิษฐ์อาวุธที่มีส่วนผสมทั้งดีบุก

ทองแดง และตะกั่ว เป็นอย่างดียิ่ง

เกอ ( 戈 Ge ภาษาจีนกลาง )
戈Geภาษาจีนกลาง อ่านว่า เกอ

หลังการค้นพบ ทางการจีนได้เปิดมหาสุสานนี้ให้ชม ๓ หลุมหลัก คือ หลุมแรกที่มีขนาดใหญ่ เป็นหลุมที่ค่อนข้างตื้น ขุดพบเจอหุ่นทหารดินเผาถึงเกือบ ๘,๐๐๐ ตัว พร้อม อาวุธที่เรียกว่า เกอ ( 戈 Ge ภาษาจีนกลาง ) อยู่ในมือ หุ่นทหารดินเผาบางตัวถือคันธนู บ้างก็มีดาบ และมีด อาวุธทุกชนิดสามารถใช้งานได้จริง แม้กาลเวลาจะผ่านมานับ ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้ว นี่สะท้อนถึงวิทยาการความก้าวหน้าของชาวฉินเป็นอย่างมาก มีงานวิจัยโดยนักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า ช่วงราชวงศ์ฉิน เป็นช่วงแห่งความก้าวหน้าทางอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นอย่างยิ่ง เพราะชาวฉินรู้จักการประดิษฐ์อาวุธที่มีส่วนผสมทั้งดีบุก ทองแดง และตะกั่ว เป็นอย่างดียิ่ง อีกทั้งยังรู้จักการใช้เพลาในการคิดค้นอาวุธแบบต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าเหลือเชื่อว่าคนในยุคเมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปีก่อน ชาวฉินรู้จักคิดและคำนวณส่วนผสมแร่ธาตุต่างๆ เพื่อผลิตอาวุธได้อย่างไร ไ่ม่เว้นแม้แต่การประดิษฐ์ไกหน้าไม้ เพื่อให้คนที่ไม่มีประสบการณ์ในการสู้รบ เช่น ราษฎรชาวนาให้สามารถใช้ได้อย่างง่ายดาย และยังทำให้แรงส่งรุนแรงขนาดเจาะชุดเกราะหลายชั้น หรือแม้กระทั่งหัวกระโหลกให้ทะลุได้อีกด้วย

ตัวอย่างอาวุธที่ได้กล่าวมาเบื้องต้น ไม่ใช่สร้างเพื่อเป็นของจำลอง แต่เป็นอาวุธจริง ใช้งานได้จริง และยังคงความคมกริบพร้อมใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน นับได้ว่าชาวฉินมีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการหลอมแร่ธาตุต่างๆ ให้กลายเป็นอาวุธมาตั้งแต่ ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว บรรดาอาวุธและกลไกต่างๆ ขุดพบได้เป็นจำนวนมากในหลุมที่อยู่ห่างออกไปจากหลุมที่ ๑ ซึ่งมีตุ๊กตาทหารดินเผาไม่ไกลนัก นอกจากอาวุธต่างๆ แล้วนั้น ยังพบม้าสำริดอีกหลายตัวที่มีขนาดเท่าม้าจริง มีลักษณะที่งดงามเสมือนจริงจนน่าอัศจรรย์ใจ ทั้งลักษณะทางกายภาพ กล้ามเนื้อ รวมไปพึงเครื่องประดับที่มีทั้งเงิน ทองและสำริด

ความหัศจรรย์ของตุ๊กตาทหารดินเผาถึง ๘,๐๐๐ ตัวที่ขุดค้นพบได้ที่นี่ พิสูจน์ความสามารถทางเชิงช่างฝีมือของ ชาวฉิน ได้อีกด้วย

    โดยตุ๊กตาทหารดินเผาแต่ละตัวมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่มีหุ่นตัวไหนเหมือนกันเลย ไม่ว่าจะเป็น สีหน้า แววตา หู ปาก หรือแม้แต่ทรงผมที่มีทั้งแบบมวยผมไว้ตรงกลางเหมือนลักษณะของคนแคว้นฉิน หรือการมวยผมเอียงไปทางข้างที่ลักษณะเหมือนชาวฉู่ รูปแบบชุดเกราะ รองเท้าก็มีความแตกต่างกัน ตุ๊กตาทหารดินเผาบางตนสามารถระบุลงไปได้ว่ามีตำแหน่งใด เช่น เสนาบดี พลทหารม้า ราชองค์รักษ์ เป็นต้น

ตุ๊กตาทหารดินเผา

 

ตุ๊กตาทหารดินเผาเหล่านี้มีสีสันเสื้อผ้าที่สวยงาม แม้แต่สีหน้าก็มีสีสันราวมีชีวิต
เมื่อครั้งการขุดค้นมหาสุสานนี้ในครั้งแรก ตุ๊กตาทหารดินเผาเหล่านี้มีสีสันเสื้อผ้าที่สวยงาม แม้แต่สีหน้าก็มีสีสันราวมีชีวิต แต่การถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานนับพันปี  เมื่อได้เจอกับสภาพอากาศ อุณหภูมิที่แตกต่างภายนอก จึงทำให้สีสันบนตัวหุ่นทหารเหล่านี้จางลง และเหลือเพียงสีดินเผาในที่สุด เราจึงเรียกทหารกองทัพดินเผา หรือ Terracotta Warriors นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ทางการจีนจึงได้ชะลอการขุดในหลุมอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อรักษาสภาพของตุ๊กตาทหารดินเผาให้คงไว้อย่างสวยงามและสมบูรณ์ที่สุด

 

ตุ๊กตาทหารดินเผา
ตุ๊กตาทหารดินเผาบางตนสามารถระบุลงไปได้ว่ามีตำแหน่งใด เช่น เสนาบดี พลทหารม้า ราชองค์รักษ์ เป็นต้น

 

     เมื่อกล่าวถึงสีสันที่ปรากฎบนชุดเกราะของทหารดินเผา นอกจากจะมีสีสันที่สวยงามและฉูดฉาดโดยมีสีหลัก คือ สีชมพู สีเขียว สีฟ้า แต่ยังมีอยู่สีหนึ่ง เป็นสีที่สังเคราะห์ขึ้น นั่นคือ สีม่วงจีน (Chinese Purple) สีม่วงจีนไม่ได้ถูกคิดค้นมาเพื่อความสวยงาม แต่หากศึกษาลงไปในรายละเอียดลึกๆ ยิ่งพบถึงข้อมูลอันอัศจรรย์ใจว่าชาวฉินคิดค้นสีม่วงจีนขึ้นมาได้อย่างไร และเพื่ออะไร

    นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้ค้นหาคำตอบด้วยการทดลองทางฟิสิกส์เกี่ยวกับสีม่วงจีนที่ปรากฎบนหุ่นทหารดินเผา และได้คำตอบว่า

“ชนชาติจีนโบราณได้คิดค้นสีม่วงจีนมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว ซึ่งมีมาก่อนที่จะสถาปนาราชวงศ์ฉินด้วยซ้ำ สีม่วงจีนนี้เกิดจากแร่ธาตุแบเรียมทองแดงซิลิเกตที่ชาวจีนโบราณค้นพบได้กว่า ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว”

     และเมื่อทำการวิจัยลงลึกถึงสีม่วงจีน ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงการสะท้อนแสงได้ด้วยรังสีอินฟาเรด หรือแม้แต่การใช้หลอดไฟ LED ในการฉายส่องโบราณวัตถุซึ่งประกอบไปด้วยสีม่วงจีน ก็จะทำให้เห็นโบราณวัตถุในอีกมิติหนึ่งด้วย นี่เป็นการค้นพบที่น่าอัศจรรย์ใจมาก เพราะกว่าที่นักเคมีจะพิสูจน์ถึงความเป็นมาของสีนี้ได้ ก็ล่วงเลยมาถึงศตวรรษที่ ๑๙ แล้ว แต่ชาวจีนกลับคิดค้นวิทยาการตรงนี้ได้เมื่อ ๓,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว

 

สีของหุ่นทหารดินเผา และ สีม่วงจีน

 

ในตอนหน้า จะมาบอกเล่าถึงหลุมขุดอื่นๆที่เหลือ และมาทำความรู้จักกับซือหม่าเชียน นักประวัติศาสตร์จีนที่ยิ่งใหญ่ของราชวงศืฮั่น กับเรื่องราวของสุสานองค์มหาจักรพรรดิจิ๋นซี มหาสุสานที่นักโบราณคดีชาวต่างชาติขนานว่า ปิระมิดดินเหลือง พระราชวังที่ประทับสุดท้ายของจักรพรรดิที่เป็นทั้งมหาราชและทรราชย์ในพระองค์เดียวกัน

 

ข้อมูลอ้างอิง :

  • อ้างอิง: สีของหุ่นทหารดินเผา และ สีม่วงจีน
  • Historicmysteries.com
  • https://hyperallergic.com/165493/a-lost-purple-pigment-where-quantum-physics-and-the-terracotta-warriors-collide/
  • ภาพคลิปจำลองพระราชวังอาฝางกง
  • ภาพพระราชวังอาฝางกงจาก Wikipedia: https://en.wikipedia.org/wiki/Epang_Palace

 

 

แนะนำหนังสือ ประวัติศาสตร์ จีน

หนังสือประวัติศาสตร์ ชาติจีน

 

 

   
Previous ArticleNext Article
การอ่านหนังสือแบบนักคิดนั้นแตกต่างจากการอ่าน หนังสือแบบผู้อ่านทั่วๆไป ตรงที่เราใช้หนังสือเป็นบันไดในการก้าวไปสู่ความ คิดของผู้เขียน ในขณะเดียวกันเราก็ใช้หนังสือเป็นเชื้อเพลิงในการจุดไฟเพื่อส่องสว่างทาง ความคิดให้กับเราเดินไปสู่ความคิดใหม่ที่เป็นของตัวเราเอง เราต้องคิดเสมอว่า ถ้าเราอ่านเพียงเพื่อรู้ เราจะเป็นได้เพียงผู้ตามเท่านั้น แต่ถ้าเราอ่านเพื่อคิด เราสามารถก้าวเป็นผู้นำ(ทางความคิด)ได้อย่างแน่นอน ติดตามเราได้ที่ facebook