miscellaneous, Thai Book Review แนะนำหนังสือ

บุญผ่อง วีรบุรุษสยาม บนลุ่มแม่น้ำแคว ตอนที่ ๑

สงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่อุบัติขึ้นในช่วงระหว่าง ปีพุทธศักราช ๒๔๘๖ – ๒๔๘๘

ในประเทศไทย ณ ลุ่มแม่น้ำแควได้ก่อเกิดวีรบุรุษชาวสยามผู้หนึ่ง ซึ่งมีน้ำใจและมิตรไมตรีต่อเพื่อนร่วมโลก จนยากที่จะลืมเลือน และยังคงเป็นที่จดจำต่อบรรดาเชลยชาวต่างชาติ และครอบครัวของพวกเขาจนถึงทุกวันนี้ แต่น่าเสียดาย …. ที่คนสยามในเวลานั้น และในอีกหลายปีต่อจากนั้น ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินเดียวกันกับวีรบุรุษท่านนี้ กลับรับรู้น้อยมาก และบางคนไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อ จากคนสยามสู่ความเป็นคนไทยในปัจจุบัน วีรบุรุษผู้ปิดทองหลังพระ ท่านนี้ ก็ยังเป็นที่รู้จักกันน้อยมากในหมู่คนไทยด้วยกัน

บุญผ่อง_สิริเวชชะพันธ์
https://th.wikipedia.org/wiki/wiki/บุญผ่อง_สิริเวชชะพันธ์

คุณบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์

  • เกิด 21 เมษายน พ.ศ. 2449
  • ตลาดปากแพรก จังหวัดกาญจนบุรี
  • เสียชีวิต 29 มกราคม พ.ศ. 2525 (76 ปี)
  • อาชีพ : นักธุรกิจและนายกเทศมนตรี

 


  ย้อนกลับไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒  มีทหารจากฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถูกจับได้ ถูกส่งตัวจากประเทศสิงคโปร์มายังประเทศไทย ในครั้งนั้นเชลยเหล่านี้ซึ่งเป็น ชาวอังกฤษ ชาวดัตช์ และออสเตรเลีย ซึ่งอาศัยอยู่ในคุกชังกี ค่ายกักกันเชลยที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค มีเชลยกว่า ๑๒๐,๐๐๐ คน ก็ได้ถูกลำเลียงขึ้นรถไฟจากประเทศสิงคโปร์อย่างทุลักทุเล เพื่อเดินทางมายัง จ.กาญจนบุรี ตามคำสั่งของมหาอำนาจจากแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อมาก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว และสร้างเส้นทางรถไฟผ่านช่องเขาขาด โดยเริ่มจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ไปยังสถานีทันบูชายัต ประเทศพม่า

เชลยที่ถูกกวาดต้อนขึ้นรถไฟในครั้งนั้น ไม่ได้เดินทางกันมา ไม่สะดวกสบายนัก การยืนโดยสารในตู้รถไฟสินค้า (ตู้เปล่า) ที่อัดแน่นไปด้วยเชลยศึกสงคราม ที่ถูกเกณฑ์ให้มาสร้างทางรถไฟที่มีขนาดความยาวถึง ๔๑๕ กิโลเมตร จากสยามไปถึงพม่า จนเป็นที่มาของ “ทางรถไฟสายมรณะ” อันโด่งดังและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกในปัจจุบัน

ทางรถไฟสายมรณะ

     ก่อนสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒ จะเกิดขึ้น

จังหวัดกาญจนบุรี  เป็นเพียงจังหวัดหรือเมืองขนาดเล็ก ที่ยังมีประชากรอยู่เบาบางเพียง ๒,๘๐๐ คนเท่านั้น มีความอุดมสมบูรณ์ และธรรมชาติอันงดงาม ชาวเมืองกาญจนบุรี ใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย เป็นวิถีชีวิตที่ต่างพึ่งพาอาศัยกันและกัน บ้านของคุณบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์ นับเป็นร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ด มีสินค้าอุปโภค บริโภคครบครัน และเป็นร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ของเมืองกาญจนบุรี ในเวลานั้น 

.

kombucha by scoby do it

.

บิดาของ คุณบุญผ่อง คือ ขุนสิริเวชชะพันธ์ หรือ หมอเขียน ให้บริการรักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่ชาวบ้านใน ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี แต่คุณบุญผ่อง ชื่นชอบการค้าขายมากกว่า ไม่ได้คิดที่จะเป็นหมอตามอย่างคุณพ่อ จึงเป็นที่มาของร้าน บุญผ่องแอนด์บราเธอร์ส ศูนย์รวมการจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภค และเครื่องเทศนานาชนิด นอกจากนี้คุณบุญผ่องเอง ยังดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองกาญจนบุรีในช่วงเวลานั้นอีกด้วย

 

“การมาของเชลยสงครามในครั้งนั้น

ทำให้วิถีชีวิตชาวเมืองกาญจนบุรีเปลี่ยนไป…”

 

ชีวิตของคุณบุญผ่องและครอบครัว ก็เช่นกัน ……

เมื่อทางการทหารญี่ปุ่น ได้ทำการติดต่อขอเช่าที่ดินบริเวณเขาช่องไก่จาก คุณบุญผ่อง เพื่อใช้สร้างแคมป์ สำหรับเชลยศึก และตั้งเป็นกองบัญชาการในการควบคุมการสร้าง ทางรถไฟสายมรณะ…..   คุณบุญผ่องได้มีโอกาสทำการค้าขายกับกองทัพทหารญี่ปุ่น ทำให้เกิดการไปมาหาสู่ระหว่างแคมป์เชลยกับร้านค้าของคุณบุญผ่องอยู่เป็นประจำ

การได้มีโอกาสไปส่งสินค้าอุปโภค บริโภค ด้วยตนเองถึงในค่ายญี่ปุ่น

ทำให้คุณบุญผ่องได้พบเห็นความเป็นอยู่อันน่าเวทนายิ่ง ของเหล่าบรรดาเชลยทั้งหลาย นอกจากจะทำงานกันแทบไม้ได้หยุดพัก อาหารการกิน ยังแทบไม่มีคุณประโยชน์ใดๆ ภาพที่คุณบุญผ่องเห็นจึงเป็นภาพที่น่าสังเวช และเวทนาต่อชะตากรรมของบรรดาเชลยเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง เชลยหลายคนล้มป่วย แต่ก็ไม่มีโอกาสได้รับการรักษา ในทางตรงกันข้าม กลับถูกทรมานให้ทำงานจนตายคาจอบคาเสียมก็มี

เขาช่องไก่ สร้างทางรถไฟ

       จากภาพความเวทนา และการทรมานของบรรดาทหารญี่ปุ่นที่มีต่อเชลยสงครามเหล่านี้ ทำให้ คุณบุญผ่อง เกิดความคิดที่ต้องการจะช่วยเหลือพวกเขา โดยไม่ได้คำนึงว่า เขาเป็นใคร มีสถานะอย่างไร ช่วยเหลือได้แค่ไหน แต่มีเพียงเหตุผลเดียวของการตัดสินใจให้ความช่วยเหลือเชลยสงครามเหล่านี้ เพียงคำเดียวสั้นๆ “มนุษยธรรม”

ทุกครั้งที่คุณบุญผ่อง เดินทางมาส่งสินค้าให้ที่แคมป์กองบัญชาการญี่ปุ่น เป็นเสมือนน้ำทิพย์ปลอบประโลมใจให้แก่เชลยศึกทุกครั้ง อย่างน้อยที่สุด คือ มีอาหารให้กินในมื้อต่อไป จนเชลยสงครามต่างขนานนามให้กับคุณบุญผ่องว่าเป็น

“บุรุษโรงอาหาร”

บุญผ่อง  “บุรุษโรงอาหาร”

        ในการส่งสินค้าทุกครั้ง คุณบุญผ่อง ยังใช้ความกล้าหาญ ชนิดว่าไม่กลัวหรือรู้จักความตายใดๆ และไม่เพียงแต่ใช้ชีวิตตนเป็นเดิมพันเท่านั้น แต่ชีวิตของครอบครัว เมียและลูก รวมถึงพ่อและแม่ ยังร่วมกันเป็นเดิมพันชีวิตอีกด้วย !!!!

ทำไมคุณบุญผ่อง ถึงกล้าหาญเช่นนั้น ?

คำตอบมีเพียงคำเดียวสั้นๆ คือ “มนุษยธรรม”  เพราะไม่ว่าทางครอบครัวจะคัดค้านอย่างไรก็ตาม คุณบุญผ่อง ก็ยังคงยืนกรานในความคิดและการตัดสินใจอันเด็ดขาดของตน คือ ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือเชลยศึกต่อไป อย่างไม่เกรงกลัวความตายที่มาเยือนได้ทุกเมื่อ เพราะถ้าหากถูกจับได้ว่าคอยช่วยเหลือบรรดาเชลยสงครามเหล่านี้เมื่อไหร่ “ความตาย” เท่านั้น ที่จะเป็นสิ่งเดียวที่ตัดสินชะตาชีวิตของคุณบุญผ่องและครอบครัว

     ทุกๆ ความพยายามในการช่วยเหลือของบุญผ่อง เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะทุกวินาทีของการไปส่งอาหารในแคมป์เชลยศึก คือ ความตายที่อาจจะมาเยือนในทันทีโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว

 

องค์กรลับ “วี”

 จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือเชลยทหาร

ที่ค่าย จ.กาญจนบุรี โดยเฉพาะ

การให้ความช่วยเหลือของคุณบุญผ่อง ไม่ได้ทำเพียงแต่การแอบลักลอบส่งเวชภัณฑ์ยาที่จำเป็นให้แก่ เชลยศึกเท่านั้น แต่คุณบุญผ่องยังแอบติดต่อกับองค์กรลับแห่งหนึ่งที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือทหารจากฝ่ายสัมพันธมิตร และมีที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร องค์กรลับแห่งนี้ชื่อว่า “วี” จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือเชลยทหารที่ค่าย จ.กาญจนบุรี โดยเฉพาะ

คุณบุญผ่อง รู้จักองค์กรลับ”วี” จากคุณจอห์นสัน ซึ่งเคยติดต่อค้าขายกับคุณบุญผ่องมาก่อนที่สงครามจะเกิดขึ้น แต่ชะตากรรมทำให้คุณจอห์นสัน ได้เปลี่ยนสถานะตนเองจาก เจ้าของกิจการ ในกรุงเทพมหานคร มาเป็นเชลยสงครามที่แสนจะเวทนา

       องค์กรลับที่ชื่อ “วี” เกิดจากการก่อตั้งขึ้นของเชลยอังกฤษ ๒ คน เมื่อครั้งสยามประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร บรรดาพลเรือนชาวอังกฤษ ดัตช์ และอเมริกันในสยาม จึงต้องถูกกักกันไปด้วยปริยาย แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสถานะเหมือนเชลยสงครามในค่ายญี่ปุ่น แต่ยังคงมีเสรีภาพในความเป็นอยู่ที่จำกัด โดยถูกกักกันอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

การทำงานระหว่างคุณบุญผ่อง และ องค์กรลับ “วี” เป็นไปอย่างลับๆ ด้วยการแอบใส่ยารักษาโรคลงไปในชะลอม ข้าวสาร พืชผักต่างๆ แลกกับข่าวกรองจากเชลยในพื้นที่ ซึ่งทำให้รู้ถึงความเคลื่อนไหว และความเป็นไปของกองทัพญี่ปุ่นเป็นอย่างดี โดยที่ทางญี่ปุ่นจับผิดคุณบุญผ่องไม่ได้ แม้ว่าชีวิตคุณบุญผ่องจะสุ่มเสี่ยงต่อการตรวจสอบจากทางกองทัพญี่ปุ่น หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็รอดพ้นมาได้ทุกครั้ง

ประชาสัมพันธ์

ปฎิบัติการลับในการช่วยเหลือเชลยเหล่านี้ ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เรื่อยๆ ช้าๆ แต่ชัดเจนในข้อมูล แม้ว่าในเบื้องแรก สมาชิกในครอบครัว คุณบุญผ่อง จะไม่มีใครเห็นชอบการสิ่งที่คุณบุญผ่องทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภรรยาคุณบุญผ่อง ที่จำใจต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นที่ต้องสงสัยใดๆ แก่บรรดาทหารญี่ปุ่น ที่มักวนเวียนมาซื้อสินค้าที่ร้านเป็นประจำ และยังมีกลุ่มทหารญี่ปุ่นที่แอบมาสอดแนม หาข้อมูลอีกด้วย

 

คุณผณี บุญผ่อง

ไม่เพียงแต่ภรรยาคุณบุญผ่องเท่านั้นที่รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือบรรดาเชลยสงคราม แม้แต่บุตรสาวคุณบุญผ่อง วัย 14 ปี ในขณะนั้น  “คุณผณี” ก็รับรู้เช่นกัน

คุณผณี มักติดตามคุณพ่อ เข้าไปในค่ายเชลย ของกองทัพญี่ปุ่นเสมอ ในการจัดส่ง อาหาร เสบียงต่างๆ และมักใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือคุณพ่อ โดยการเบี่ยงเบนความสนใจของบรรดาทหารญี่ปุ่นให้มาพูดคุยกับตนเอง ในขณะที่คุณบุญผ่องจะใช้โอกาสนี้ ในการเข้าไปพูดคุยกับเชลยฝ่ายสัมพันธมิตร รับความช่วยเหลือ จัดหายาตามที่บรรดาเชลยร้องขอ รวมถึงรับทราบข้อมูลถึงความเป็นไปในค่าย และการสร้างทางรถไฟของญี่ปุ่น นับเป็นข่าวกรองที่ไม่ต้องกรองเลย แต่กลับเป็นข่าวที่ออกจากปากเชลยที่ประสบกับความทุกข์ยากและรู้เรื่องการสร้างทางรถไฟของญี่ปุ่นเป็นอย่างดี นับเป็นข่าวกรองชั้นเลิศที่ไม่ต้องกรองซ้ำอีก และในบางครั้งหากคุณบุญผ่องไม่สะดวก ติดภาระกิจอื่นๆ คุณผณี ก็จะทำหน้าที่นี้แทนคุณพ่อ นับเป็นความกล้าหาญอย่างที่สุด ที่คุณผณีได้จากคุณพ่อมาเกินร้อย

  และความกล้าหาญนี้เอง ทำให้คุณผณีได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ความทุกข์ทรมานที่ประสบพบเจอภายในค่ายกักกันของเชลยสงคราม ช่างไม่ต่างอะไรจากนรกบนดิน แม้ในเวลานั้นคุณผณีจะเป็นเพียงเด็กสาวแรกรุ่น แต่ก็เข้าใจแล้วว่า…ทำไมคุณพ่อถึงได้มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเชลยสงครามเหล่านี้ให้รอดพ้นจากความตาย เพราะสิ่งที่คุณผณีได้พบเห็น คือ ความตายจากการทุกข์ทรมานของบรรดาเชลย บ้างก็เสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ บ้างก็ขาดสารอาหารจนผอมซูบเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก และที่ไม่น้อยกับการจากไปของบรรดาเชลยสงคราม คือ การถูกบังคับให้ทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนร่างกายช็อคและเสียชีวิตคางานที่ทำอยู่

     การเข้าไปในค่ายเชลยของคุณผณีและคุณบุญผ่องในแต่ละครั้ง จึงสุ่มเสี่ยงต่อการถูกจับได้ทุกครั้ง เพราะหากถูกจับได้พร้อมข่าวกรองที่ได้รับจากในค่ายวันใด วันนั้นคงเป็นวันพิพากษาชีวิตของพ่อลูก รวมถึงสมาชิกในครอบครัวสิริเวชชะพันธ์อย่างไม่ต้องสงสัย ชีวิตของครอบครัวสิริเวชชะพันธ์ จะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดติดตามในตอนหน้าค่ะ

 

Railway of Death’ – POW Burma-Siam (Thailand) railway

 

 

 







Cultures of Fermented 
by Scoby Doit
Previous ArticleNext Article