Acoustic Aircraft Locator
: เสียงแรกที่นำโลก ไปสู่ยุคเรดาร์
จากเครื่องฟังเสียงมหึมา สู่นวัตกรรม ที่เปลี่ยนสงครามและโลกทั้งใบ
The Evolution of Aircraft Detection
ลองหลับตา แล้วนึกภาพยุโรป ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20… ที่สมัยนั้น ยังไม่มีเรดาร์, ไม่มีดาวเทียม ,ไม่มีระบบเฝ้าระวังทางอากาศอัตโนมัติใดๆ อย่างในปัจจุบัน …. บนท้องฟ้า เงาของสงครามเริ่มก่อตัว แต่เทคโนโลยีที่ช่วยให้ “รู้ทันศัตรูจากฟ้า” หรือ การ เตือนภัยทางอากาศ ก็ยังไม่เกิดขึ้น โลกยังต้องพึ่งพา ประสาทสัมผัส มากกว่า “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า”
แล้วมนุษย์ ก็ค้นพบวิธีการหนึ่ง…
“ถ้าเรามองไม่เห็นเครื่องบิน งั้นก็ลอง ฟังมัน ดูสิ”
และนั่นคือ จุดเริ่มต้นของ เครื่องตรวจจับเสียงเครื่องบิน หรือ เตือนภัยทางอากาศ Acoustic Aircraft Locator อุปกรณ์หน้าตาประหลาด ที่ดูเหมือนลูกผสมระหว่างปืนใหญ่ หูสัตว์ยักษ์ และกล้องส่องทางไกล หรือแม้แต่เครื่องดนตรีขนาดใหญ่ หรืออะไรก็แล้ว…. มันถูกสร้างขึ้นเพื่อทำภารกิจสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของสงครามยุคใหม่ หาตำแหน่งเครื่องบินศัตรูก่อนที่มันจะมาถึง ….
จากแนวคิดแปลกประหลาดนี้เอง ที่โลกกำลังค่อยๆ เดินหน้าไปสู่ สิ่งที่จะกลายเป็นตำนานทางเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 20 คือ …. เรดาร์ (RADAR: Radio Detection and Ranging)
บทความสั้นๆ ต่อไปนี้ จะพาคุณไปทำความรู้จัก เส้นทางวิวัฒนาการเหล่านั้น ทั้งประวัติ ความน่าสนใจ และความเชื่อมโยงที่นำไปสู่การปฏิวัติความมั่นคงทางอากาศของโลก
ยุคที่ “เสียง” คือดวงตาบนท้องฟ้า
โลกก่อนเรดาร์ และความท้าทายในสงครามสมัยใหม่…

สงครามโลกครั้งที่ 1 คือช่วงเวลา ที่มนุษย์เริ่มตระหนักว่า “ท้องฟ้า” ได้กลายเป็นสมรภูมิใหม่ เครื่องบิน เริ่มถูกใช้ในการสอดแนม และการโจมตี แต่เทคโนโลยี การตรวจจับภัยทางอากาศ โดยเครื่องบิน นั้นแทบจะไม่มีใดๆ เลย …
- จะมองด้วยตาของเรา ? เครื่องบิน บินสูงมาก จนมองไม่เห็น …
- จะฟังด้วยหูของเรา ? ฟังได้ แต่ทิศทางก็ยังไม่แม่นยำ …
- รอตอนมันมาใกล้ๆ? ก็ช้าไปเสียแล้ว …..
ทางออกเดียวคือ ทำให้ “หูมนุษย์ใหญ่ขึ้น”
Acoustic Aircraft Locator คือสิ่งนั้น …. ???
ในช่วงปลายทศวรรษ 1910 และตลอด ช่วงทศวรรษ 1920–1930 ประเทศมหาอำนาจต่างๆ—รวมถึงอังกฤษ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา โซเวียต และจักรวรรดิญี่ปุ่น ต่างพัฒนาระบบตรวจจับเส้นเสียง เพื่อใช้ในการระบุ ทิศทาง ที่เครื่องบินกำลังบินมา , ประเมินระยะห่าง , ประสานการยิงปืนต่อสู้อากาศยาน และ ส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ก่อนเครื่องบินจะปรากฏให้เห็นจริง
นั่นเพราะ เครื่องบินในยุคนั้นยังบินช้า และเสียงเครื่องยนต์แบบลูกสูบ (piston engine) มีเอกลักษณ์ดังมาก จึงสามารถได้ยินจากหลายกิโลเมตรล่วงหน้า
Acoustic Aircraft Locator คืออะไร ?
มันคืออุปกรณ์ที่ใช้ “เสียง” ของเครื่องบิน เพื่อบอก ทิศทาง และบางครั้งก็บอก ระยะทางโดยประมาณ ได้ มีชื่อเรียกหลายชื่อ ตามแต่ละประเทศจะเรียกกัน เช่น
- Acoustic Mirror
- Sound Locator
- War Tubas (ญี่ปุ่น)
- Betonohren (เยอรมนี)
แต่คำที่นิยมที่สุด และสื่อได้ ชัดเจนที่สุดคือ : Acoustic Aircraft Locator
หน้าตาของมัน ก็มีหลากหลาย มีตั้งแต่
• แตรใบยักษ์หลายใบหันต่างทิศ
• กระจกโค้งปูนขนาดมหึมา
• ท่อโลหะยาวเหมือนลำกล้องปืนใหญ่
• จานรับเสียงแบบคู่ คล้ายหูสัตว์ในตำนาน



วิธีการทำงาน
แม้มันจะมีชื่อเรียก และรูปร่างหน้าตา แตกต่างกันไปบ้าง แต่ วิธีการทำงานของมันเหมือนกัน คือ “รวมเสียง” (sound focusing) แล้วส่งเข้าสู่หูฟังของผู้ควบคุม ซึ่งมักมี 2–4 คนช่วยกันฟัง เมื่อเสียงดังชัดที่สุดในช่องใด ก็จะคำนวณทิศลมเข้า— นี่คือทิศของเครื่องบิน เป็นเทคโนโลยีที่เรียบง่าย แต่ฉลาดอย่างยิ่งในยุคที่เลือกอะไรไม่ได้มาก
ระยะตรวจจับ
ขึ้นกับรุ่นและสภาพอากาศ แต่ส่วนใหญ่สามารถได้ยินเสียงเครื่องบินที่ระยะ 8–20 กิโลเมตร ในสภาวะปกติ และบางครั้งไกลถึง 30 กิโลเมตร ในคืนสงบ ลมอ่อน
ทำไม Acoustic Locator ถึงจำเป็นมาก?
ความได้เปรียบของ “การรู้ก่อน” ในสงคราม แม้รู้ก่อนเพียงไม่กี่นาที ก็อาจจะสามารถช่วยชีวิตคนนับพันได้
Acoustic Locator เป็นสิ่งนั้นได้ …. เป็นความได้เปรียบ ที่แม้จะไม่ค่อยสมบูรณ์แบบก็ตาม ….
✔ แจ้งเตือนการมาของเครื่องบินล่วงหน้า ได้ 5–15 นาที
✔ ใช้ได้ทั้งกลางวัน และกลางคืน
✔ ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า (บางรุ่น)
✔ สร้างง่าย ซ่อมง่าย ดูแลง่าย
จึงไม่แปลกที่หลายประเทศจะลงทุนพัฒนาระบบนี้อย่างจริงจัง ….
แม้ภายหลัง Acoustic Aircraft Locator จะถูกเรดาร์ลดและลบ บทบาทออกไป แต่เครื่องตรวจจับเสียงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์ ทางการทหารของโลก เพราะ เป็นเทคโนโลยีเตือนภัยทางอากาศชุดแรกของมนุษยชาติ ที่สามารถ ช่วยปกป้องประชากร ในหลายเมืองในยุโรป และเอเชีย ก่อนยุคเรดาร์มาถึง มันเป็น “สะพาน” ระหว่างยุคดั้งเดิมกับยุคอิเล็กทรอนิกส์ และมัน แสดงให้เห็นถึงความพยายามของโลกในช่วงเปลี่ยนผ่านอันรีบร้อนของสงครามอากาศ ….. เพราะทุกประเทศต่างวิจัยเทคโนโลยีเหมือนกันอย่างเร่งด่วน
“เพราะฟากฟ้า ได้กลายเป็นสมรภูมิที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะอันตรายได้เพียงนี้….”
จากเสียงสู่คลื่น และการมาถึงของเรดาร์
คือ จุดจบของเครื่องตรวจจับเสียง….

และนี่คือ ประวัติการกำเนิดเรดาร์ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนสงครามและโลกทั้งใบ…
The Evolution of Aircraft Detection
ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะปะทุขึ้น …. โลก ยังไม่เคยมีระบบใด ที่สามารถตรวจจับ “ภัยบนฟากฟ้า” ได้ดีไปกว่าการ “ฟังเสียงเครื่องยนต์” ผ่านอุปกรณ์อะคูสติกขนาดยักษ์ ที่หลายประเทศพยายามพัฒนา ….แต่…. เมื่อเครื่องบิน บินได้เร็วขึ้น บินได้สูงขึ้น และมีใช้กลยุทธ์โจมตีแบบใหม่ๆ การพึ่งหูฟัง ก็ไม่อาจตามทันอีกต่อไป …..
นี่เอง คือจุดเริ่มต้น ของการปฏิวัติครั้งใหญ่ และการถือกำเนิดขึ้นของ เรดาร์ ( RADAR: Radio Detection and Ranging ) เทคโนโลยีที่ทำให้มนุษย์ “มองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น” และสิ่งนี้ มันจะเปลี่ยนสมรภูมิทั่วโลกไปตลอดกาล ….
ต่อไปนี้ … คือเรื่องราว ตั้งแต่ยุคทดลอง จนถึงเรดาร์รุ่นแรกที่เข้าประจำการ
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นักฟิสิกส์ เริ่มค้นพบว่า “คลื่นวิทยุสะท้อนวัตถุได้… คล้ายแสงสะท้อนกระจก” นักวิทยาศาสตร์ หลายคน เช่น ไฮน์ริช เฮิรตซ์ (Heinrich Hertz) สังเกตเห็นปรากฏการณ์นี้ ในห้องทดลองตั้งแต่ปี ค.ศ. 1886 แต่ในตอนนั้น ยังไม่มีใครนึกถึง “การนำไปใช้ตรวจจับสิ่งบินได้ในอากาศ” …..
“จุดเริ่มแรกเป็นเพียงความรู้พื้นฐาน” — คลื่นวิทยุเดินทางเป็นเส้นตรง และสามารถสะท้อนวัตถุโลหะได้ ซึ่งข้อเท็จจริงนี้จะกลายเป็นหัวใจของเรดาร์ในอีกกว่า 40 ปีต่อมา
ทศวรรษ 1920–1930
: โลกเริ่มทดลองอย่างจริงจัง
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลายประเทศเริ่มลงทุนวิจัย วิธีตรวจจับวัตถุด้วยคลื่นวิทยุ การทดลองเริ่มเกิดขึ้นในหลายๆประเทศเช่น ในสหรัฐ อังกฤษ เยอรมนี โซเวียต และญี่ปุ่น โดยมีความคืบหน้าหลายอย่าง เช่น:
- ค.ศ. 1922 (สหรัฐ) : วิศวกรเรือรบใช้คลื่นวิทยุสะท้อนเรือเหล็กกลางทะเลได้
- ค.ศ. 1924 (อังกฤษ) : ตรวจพบว่าวัตถุในอากาศทำให้สัญญาณวิทยุรบกวน
- ค.ศ. 1930s (เยอรมนีและโซเวียต) : เริ่มสร้างระบบส่งสัญญาณและรับสัญญาณแบบกึ่งเรดาร์
นี่คือจุดเริ่มว่ามนุษย์จะไม่พึ่ง “หู” ในการเฝ้าฟ้าอีกต่อไป….
การเกิดของเรดาร์ เตือนภัยทางอากาศ สมัยใหม่ (1935)
คือ จุดเปลี่ยนสำคัญของโลก
ในประเทศอังกฤษ … ชายคนหนึ่งกำลังช่วยทั้งประเทศโดยไม่รู้ตัว
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1935 รัฐบาลอังกฤษ ได้เชิญ นายโรเบิร์ต วัตสัน-วัตต์ (Robert Watson-Watt) ผู้เชี่ยวชาญคลื่นวิทยุ ให้ช่วยคิดวิธี “โจมตีเครื่องบินด้วยลำแสงมรณะ (Death Ray)” ตามความหวาดกลัวจาก *ข่าวลือ เรื่อง ‘Death Ray’ – ลำแสงมรณะจากอากาศยาน
วัตสัน-วัตต์ ตอบว่า… “ ผมสร้าง ลำแสงฆ่าเครื่องบินไม่ได้ แต่ ผมใช้คลื่นวิทยุตรวจจับเครื่องบินได้”
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาแสดงการทดลอง โดยปล่อยสัญญาณวิทยุ แล้วให้เครื่องบินบินผ่าน เสียงสะท้อนสัญญาณถูกตรวจจับได้ชัดเจน !!!
นี่คือการสาธิตเรดาร์เครื่องบินครั้งแรกในประวัติศาสตร์
อังกฤษ รู้ทันทีว่า นี่คือเทคโนโลยี ที่จะป้องกันประเทศจากภัยทางอากาศของเยอรมนี ได้ในอนาคต ….
* ข่าวลือ ‘Death Ray’ – ลำแสงมรณะจากอากาศยาน
ที่มาของความเชื่อ มีมา ตั้งแต่ช่วงปี 1920s–ต้น 1930s เป็นข่าวลือที่แพร่กระจายทั่วอเมริกา–ยุโรป–ญี่ปุ่นว่า มหาอำนาจทางทหารกำลังพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า “ลำแสงไฟฟ้าสามารถทำลายเครื่องยนต์จากระยะไกล” หรือ “อาวุธแสงที่ยิงลงจากเครื่องบินแล้วฆ่าทหาร–ทำลายเมืองได้ทันที” หลายสื่อเรียกมันว่า: Death Ray , Electric Beam , , Disruption Ray หรือ Ray That Stops Engines
นี่ส่งผลทำให้ผู้คนเชื่อว่า “เครื่องบินอนาคต” อาจสามารถโจมตีโดยไม่ต้องใช้ระเบิด แค่กดปุ่มแล้วปล่อยลำแสงทำลายล้างลงมาได้เหมือนนิยายวิทยาศาสตร์
เครือข่ายเรดาร์ เตือนภัยทางอากาศ ป้องกันประเทศแห่งแรกของโลก
กำแพงล่องหนที่ช่วยชีวิตประเทศไว้ทั้งประเทศ
Chain Home (1937–1939)

เพียงสองปีหลังการทดลอง อังกฤษสร้างเครือข่ายเรดาร์ยักษ์ ตลอดตามแนวชายฝั่ง จากนอร์ฟอล์ก ถึงไคลด์แบงค์ หอเสาเหล็กสูงตระหง่าน เหมือนรั้วล่องหนที่ปกป้องเกาะทั้งเกาะ ชื่อของระบบนี้ คือ Chain Home มันตรวจจับเครื่องบินได้ไกลถึง 150 กิโลเมตร แจ้ง เตือนภัยทางอากาศ ให้กองทัพอากาศอังกฤษได้ล่วงหน้าอย่างน้อย 20–30 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่เพียงพอสำหรับนักบิน Spitfire และ Hurricane ขึ้นสู่ท้องฟ้า ….
และเมื่อยุทธการอังกฤษ (Battle of Britain) ปะทุ
เรดาร์ ก็คือ อาวุธลับที่ทำให้ประเทศเล็ก ๆ อย่างอังกฤษ “มองเห็นทุกการเคลื่อนไหวของลุฟท์วาฟเฟอ”และมันกลายเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ในศึก Battle of Britain เมื่ออังกฤษสามารถรู้ล่วงหน้าทุกครั้งว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดของเยอรมนีกำลังมา
ในสงครามครั้งนี้ เสียงเครื่องบินอาจดังก้องไปทั่วลอนดอน
แต่ชัยชนะเกิดขึ้นเพราะมนุษย์เลือกที่จะ “เห็น” แทนที่จะ “ฟัง”
เยอรมนี สหรัฐ ญี่ปุ่น และมหาอำนาจอื่นๆ
ก็เร่งเครื่องพัฒนาเรดาร์ ของตนเอง …
- เยอรมนี พัฒนาเรดาร์ Freya และ Würzburg ใช้ในกองทัพอากาศและป้องกันชายฝั่ง
มีประสิทธิภาพสูงมาก และเป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งของเรดาร์อังกฤษ - สหรัฐอเมริกา พัฒนาเรดาร์ SCR-270, SCR-268 … เรดาร์ SCR-270 เคยตรวจพบฝูงบินญี่ปุ่นก่อนโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ แต่คำเตือนไม่ถูกเชื่อถือ
- ญี่ปุ่น พัฒนาเรดาร์เอง และได้รับแบบจากเยอรมนี เริ่มใช้งานหลังปี 1942 แต่จำนวนและประสิทธิภาพไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับฝ่ายสัมพันธมิตร
- โซเวียต พัฒนาเรดาร์ RUS-2 และใช้ในการรบป้องกันเลนินกราดและมอสโก
โลกเข้าสู่ยุคของ คลื่นไมโครเวฟ
จนกระทั่งปี 1940 นักฟิสิกส์อังกฤษ ได้ค้นพบสิ่งที่จะกลายเป็น “หัวใจของเรดาร์สมัยใหม่” ….
Magnetron แบบโพรง (Cavity Magnetron) มันสามารถผลิตคลื่นไมโครเวฟกำลังสูง ที่จะทำให้….
- เรดาร์เล็กลง
- แม่นยำขึ้น
- ติดตั้งบนเครื่องบิน เรือ และเรือดำน้ำได้
- ทำงานได้ดีในฝน หมอก และกลางคืน
และนี่คือ เทคโนโลยีที่ช่วยฝ่ายสัมพันธมิตร เอาชนะในมหาสมุทรแอตแลนติก ตรวจจับเรือดำน้ำได้ , นำทางเครื่องบินทิ้งระเบิดได้ และท้ายที่สุด เปลี่ยนโฉมสงครามทั้งหมด
เมื่อสงครามจบลง แต่เรดาร์ เพิ่งเริ่มต้นชีวิต…
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สิ้นสุดลง …. เรดาร์ ไม่ใช่แค่อาวุธอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็น เครื่องมือสำคัญของมนุษย์ :
- ระบบจัดการการบินพลเรือน
- เรดาร์พยากรณ์อากาศ
- การสำรวจดาวเคราะห์
- การวัดความเร็วรถยนต์
- ระบบความปลอดภัยในรถสมัยใหม่
- ดาวเทียมสำรวจโลก
ภาพแตรยักษ์ ที่เคยใช้ฟังเสียงเครื่องบินในปี 1930 กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกฝังในประวัติศาสตร์ เป็น “เทคโนโลยีที่เกิดช้าไปเพียงไม่กี่ปี” …. เพราะเมื่อคลื่นวิทยุเข้ามา โลกไม่เคยกลับไปพึ่ง “เสียง” อีกเลย ….
สารคดีประวัติศาสตร์ มักบอกเราว่า มนุษย์ต่อสู้กันด้วยปืนใหญ่ รถถัง หรือฝูงบินทิ้งระเบิดนับร้อย แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่กำหนดชะตากรรมของสงคราม กลับเป็นเทคโนโลยีที่เงียบงันที่สุด …..
คลื่นวิทยุ – สิ่งที่มองไม่เห็นและไม่มีเสียง มันทำให้มนุษย์สามารถเฝ้าระวังท้องฟ้า , นำทางในความมืด และสร้างเครือข่ายการสื่อสารของโลกยุคใหม่ ….
จากแตรยักษ์ที่ต้องการฟังท้องฟ้า
สู่เรดาร์ที่ทำให้เรามองทะลุความมืด
และนี่คือเรื่องราว ของการเดินทางทางเทคโนโลยีที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ และเป็นบทพิสูจน์ว่า เสียงนั้นช้าเกินไปสำหรับโลกสมัยใหม่ แต่คลื่นวิทยุกลับเร็วพอที่จะเปลี่ยนชะตากรรมทั้งโลก
แหล่งข้อมูลอ้างอิง ( Ref. )
- Brown, Louis. (1999). A Radar History of World War II: Technical and Military Imperatives. Institute of Physics Publishing. (เน้นการพัฒนาเรดาร์ของ Watson-Watt และบริบทสงคราม)
- Buderi, Robert. (1998). The Invention That Changed the World: How a Small Group of Radar Pioneers Won the Second World War and Launched a Technological Revolution. Simon & Schuster. (เล่าเรื่องการพัฒนาเรดาร์ในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ)
- National Museum of the United States Air Force. (ข้อมูลเกี่ยวกับ Acoustic Locators และการใช้งานในช่วงต้น) IEEE Xplore Digital Library (บทความทางวิชาการและประวัติศาสตร์

