Thai Book Review, Uncategorized

ท่องถิ่นลโวทัยปุระ สัมผัสวิถีเมืองพระนารายณ์ ๒

        หลังจากเดินทอดน่องส่องงานสถาปัตยกรรมเมืองพระนารายณ์ ที่หลากหลายของ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุแล้ว ฉันไม่รีรอ รีบไปเยือนโบราณสถานอีก 2 แห่ง ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง นั่นคือ พระปรางค์สามยอด และ ศาลพระกาฬ ความตั้งใจแรก คือ การไปเยี่ยมเยือนฝูงวานร ที่ช่างประจวบเหมาะกับปีนี้ที่ตรงกับปีวอก ปีของเหล่าวานรทั้งหลาย

ท่องไปในถิ่นลโวทัยปุระ เยือนวานรต้นตระกูลพญาลิงเผือก

 

          เมื่อไปถึง ก็ได้ชื่นชมความสวยงามและยิ่งใหญ่ของพระปรางค์สามยอด และศาลพระกาฬ ที่ตั้งอยู่ใจกลางวงเวียนพระกาฬ ตัดกันบนเส้นทางรถไฟ ที่ฉันเคยนั่งผ่านขึ้นไปทางเหนือประจำ แต่ไม่เคยเห็นเพราะมักผ่านในเวลาค่ำมืดแล้ว ภาพรถไฟผ่านกลางเมือง จึงเป็นภาพที่ดูแปลกตา เป็นเส้นทางรถไฟที่ฉันคิดว่า ผ่านจุดไฮไลท์ของเมืองลพบุรีได้อย่างชัดเจน และได้เห็นเต็มตาที่สุด ชาวบ้านเมืองลพบุรี บอกว่า ลิงที่อาศัยอยู่ตามศาลและพระปรางค์สามยอด เป็นลิงที่มารยาทดี ต่างจากลิงที่ห้อยโหนข้ามไปมาระหว่างตึก อาคารบ้านเรือน ที่ค่อนข้างเกเร และสร้างความรำคาญให้ชาวเมืองลพบุรีอย่างที่สุด แต่ลิงกับคน ก็อยู่กันได้อย่างเป็นสุข ฉันสังเกตเห็นว่า ลิงเหล่านี้ข้ามถนนเก่งกว่าคนเสียอีก ^^ แม้แต่คนยังต้องเกรงใจลิง เห็นลิงข้ามถนนทีไร รถต้องชะลอและจอดให้ฝูงลิงข้ามทุกครั้ง ในขณะที่ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า เมื่อคนข้าม ทำไมคนขับรถถึงไม่ยอมหยุดบ้างเล่า ? เกิดเป็นลิง ก็มีดีเช่นนี้เหมือนกัน

เพราะเหตุใดลิงจึงมีมากในลพบุรี ?

คำถามนี้คงเป็นที่คาใจหลายๆ คนว่าทำไมลิงถึงมีมากมาย หากกล่าวย้อนไปตามตำนานครั้งสมัยพระนางจามเทวีลงมายังอาณาจักรละโว้ เมือ 1,335 ปีก่อน มีเรื่องเล่าว่าพระสุเทวะฤาษี ซึ่งจำศีลอยู่ ณ ดอยสุเทพ ได้มอบหมายให้วานร 35 ตัวเดินทางมาพร้อมกับพระนางจามเทวีด้วย เพื่อให้ความช่วยเหลือ รักษาความปลอดภัยและดูแลหาอาหารให้กับพระนางในระหว่างการเดินทางมายังเมืองละโว้ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมืองละโว้จึงเต็มไปด้วยลิง จวบจนปัจจุบัน อาจจะกล่าวได้ว่า ต้นตระกูลลิงมาไกลพอๆ กับการก่อกำเนิดขึ้นของเมืองละโว้กันเลยค่ะ

           นอกจากนี้แล้วยังมีตำนานว่าด้วยเรื่องของหนุมานครองเมืองนพบุรี ในการแสดงโขนตอนหนึ่ง ที่มีชื่อตอนว่า หนุมานได้รับแต่งตั้งให้ครองเมืองนพบุรี ที่กล่าวถึงความดีความชอบที่หนุมานได้รับรางวัลจากพระรามถึง 3 ครั้ง และหนึ่งในรางวัลที่ได้จากการไปออกศึกและรบชนะกรุงลงกา คือ การได้รับการสถาปนาให้เป็น พระยาจักรกฤษณ์พิพรรธพงศา และได้รับกรุงอยุธยาให้ครองด้วยส่วนหนึ่ง แต่หนุมานไม่พึ่งปรารถนาในการครองเมืองดังกล่าวเพราะสูงศักดิ์เกินไป จึงได้ถวายคืนแด่พระราม พระรามจึงได้ยกเมืองนพบุรี ซึ่งเป็นเมืองใหม่ให้หนุมานครองแทน อนึ่ง เมืองนพบุรี เมืองนี้แต่เดิมเป็นเมืองที่มีภูเขาเก้ายอด จึงได้ชื่อว่า เมืองนพคีรี เมื่อครั้งพระรามแผลงศรเพื่อหาที่สร้างเมืองใหม่ให้กับหนุมาน จึงปรากฎว่าศรของพระรามตกลงที่เมืองแห่งนี้ จึงได้เมืองนพบุรี หรือ เมืองลพบุรี ตามพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ 1 ได้ทรงระบุไว้ นั่นจึงอาจจะเป็นอีกหนึ่งตำนานที่มาว่าทำไม ลิงจึงมีมากมายที่จังหวัดนี้ค่ะ (ภาพแผนที่เมืองละโว้ หรือในภาษาฝรั่งเศส Louvo)

        เมืองพระนารายณ์     ช่วงเวลาที่ฉันไปเยือน ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ งานใหญ่ประจำปีที่ชาวเมืองลพบุรีนุ่มโจง ห่มสไบ แต่งไทยกันทั้งเมือง ช่างเป็นบรรยากาศที่สวยงามที่เห็นภาพแล้ว ก็ช่วยให้คลายร้อนไปได้เยอะ ใครไม่ไปเยือน คงไม่เห็นภาพอย่างที่ฉันเห็น และแม้ฉันจะเล่าให้ใครฟัง ก็คงน้อยคนนักที่จะเชื่อว่า ชาวเมืองลพบุรีแต่งไทยกันทั้งเมืองจริงหรือ? แล้วฉันจะพาไปพิสูจน์ว่าเขาแต่งไทยกันสวยสดงดงามเพียงใด และโบราณสถานที่สวยงามของเมืองละโว้ที่ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ หลังจากฉันเติมพลังด้วยมื้อกลางวันที่เรียบง่ายแล้ว จึงมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนสายสั้นที่มีนามว่า ถนนพระยากำจัดถนนเส้นนี้ บริเวณ 2 ข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านกาแฟ ที่มีไว้รองรับบริการจากการมาเยือนของนักท่องเที่ยว เพียงแค่เดินเข้าถนนพระยากำจัด ก็ได้เห็นประตูวังนารายณ์ หรือ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ เด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้าแล้วค่ะ หากไม่เข้าเส้นทางนี้ ถนนสายอื่น อาทิ เช่น ถนนเพทราชา ถนนสรศักดิ์ ถนนพระราม ซึ่งอยู่ติดกับฝั่งแม่น้ำลพบุรี ถนนราชดำเนิน ถนนฝรั่งเศส ก็สามารถเดินทางเข้าสู่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ได้เช่นกันนะคะ

 

           หลังจากได้เส้นทางหลักในการเดินทางย้อนกลับไปในสมัยประวัติศาสตร์ แผ่นดินทองสมเด็จพระนารายณ์แล้ว ฉันจึงมุ่งหน้าเดินเข้าวังอย่างไม่รีรอ เพราะอยากรู้ว่าวังที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีความสวยงามเพียงใด งานแผ่นดินสมเด็จพระนาราณ์ยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือขนาดไหน ตามฉันมานะคะ ฉันจะพาไปชมและให้เห็นกันว่ามีอะไรดีในวังแห่งนี้ค่ะ

เมืองพระนารายณ์

 

โปรดติดตามต่อตอนต่อไป

.

 

แสดงความเห็นของคุณ

Previous ArticleNext Article

การอ่านหนังสือแบบนักคิดนั้นแตกต่างจากการอ่าน หนังสือแบบผู้อ่านทั่วๆไป ตรงที่เราใช้หนังสือเป็นบันไดในการก้าวไปสู่ความ คิดของผู้เขียน ในขณะเดียวกันเราก็ใช้หนังสือเป็นเชื้อเพลิงในการจุดไฟเพื่อส่องสว่างทาง ความคิดให้กับเราเดินไปสู่ความคิดใหม่ที่เป็นของตัวเราเอง เราต้องคิดเสมอว่า ถ้าเราอ่านเพียงเพื่อรู้ เราจะเป็นได้เพียงผู้ตามเท่านั้น แต่ถ้าเราอ่านเพื่อคิด เราสามารถก้าวเป็นผู้นำ(ทางความคิด)ได้อย่างแน่นอน

ติดตามเราได้ที่ facebook