Thai Book Review, Uncategorized

จากสวนกาแฟแห่งแรกของสยาม สู่เจดีย์ทรงลังกา รางวัลระดับโลก

Award of Excellence


วัดประยูรวงศาวาสวรมหาวิหาร  หรือวัดรั้วเหล็ก ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อันดับ 1 (Award of Excellence) ด้านการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค

 วัดรั้วเหล็ก            เนื่องในวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ฉันได้มีโอกาสเข้าวัด ไหว้พระ ทำบุญที่วัดหลวงแห่งหนึ่งฝั่งธนบุรี    วัดแห่งนี้เคยถูกระเบิดเมื่อครั้งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2   และยังเป็นวัดที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นวัดใน ตระกูลบุนนาค ขุนนางเก่าที่มีบทบาทสำตัญเป็นอย่างยิ่งต่อราชสำนักไทยในอดีต นั่นคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค)    ซึ่งเมื่อครั้งพระองค์ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาพระคลัง ว่าที่กรมท่า และสมุหพระกลาโหม พระองค์ได้อุทิศพื้นที่สวนกาแฟของท่าน ซึ่งปัจจุบัน คือ ที่ตั้งของวัด เพื่อสร้างวัดขึ้นในปี พ.ศ. 2371 และมีชื่อว่า   วัดรั้วเหล็ก  เนื่องจากมีรั้วเป็นเหล็กแทนแนวกำแพงในเขตวัดชั้นใน ชาวบ้านจึงเรียกสั้นๆว่า วัดรั้วเหล็ก ต่อมาจึงได้ชื่ออย่างเป็นทางการเช่นในปัจจุบันว่า    วัดประยูรวงศาวาสวรมหาวิหาร สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ได้สร้างวัดหลังนี้ขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี

          ภายในรอบรั้วเขตขันฑสีมา แห่งนี้ ฉับพบว่ามีความร่มรื่นเป็นพิเศษ ทั้งกว้างขวางและมีพื้นที่ใช้สอยพอสมควร พระอุโบสถหลังใหญ่เด่นจนสะดุดตา ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อนาคน้อย แต่พุทธลักษณะและขนาดไม่ได้น้อยสมชื่อ มีความงดงามด้วยงานช่างศิลปะสกุลสุโขทัย หลวงพ่อนาคน้อย เท่าที่ฉันได้อ่านประวัติที่จัดแสดงอยู่ในวัด ทำให้ทราบว่า หลวงพ่อนาคน้อยเดินทางจากเมืองสุโขทัยลงมาตั้งแต่การก่อสร้างตั้งบ้านเมืองใหม่ของกรุงรัตนโกสินทร์

 

           พระบรมธาตุเจดีย์ทรงกลมสีขาว สิ่งที่โดดเด่นและสำคัญอีกอย่าง หากผ่านวัดก็จะมองเห็นเด่นเป็นสง่า นั่น คือ พระบรมธาตุเจดีย์ทรงกลมสีขาว ซึ่งเป็นเจดีย์แบบลังกาความสูงถึง 60 เมตร จัดเป็นองค์แรกที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ แต่ไม่ทันแล้วเสร็จ ท่านได้ถึงแก่พิราลัยเสียก่อน ต่อมาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ หรือ ช่วง บุนนาค จึงดำเนินการสร้างต่อจนแล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.4 พระบรมธาตุหลังนี้ ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และทางวัดเองก็มีการบูรณะวัดและพื้นที่เป็นอย่างดีมาโดยตลอด จึงทำให้วัดแห่งนี้ได้  รับรางวัลยอดเยี่ยม อันดับ 1 (Award of Excellence) ด้านการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ซึ่งก็เหมาะสมทุกประการกับรางวัลที่ได้รับ เพราะวัดนอกจากจะดูสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ภายในยังเงียบสงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายในพระเจดีย์ที่สามารถเข้าถึงและชมพื้นที่ภายในได้

ASPnet-Logo-small

ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดี ที่ฉันได้มาเยือนและสัมผัสกับความสงบภายในพระบรมมหาธาตุหลังนี้ การเข้าไปเยี่ยมชมพระบรมมหาธาตุเจดีย์ จะต้องเข้าทางพิพิธภัณฑ์ของวัด ซึ่งจัดแสดงวัตถุโบราณที่มีคุณค่ามากมาย มีความงดงาม และสวยงาม หลายต่อหลายชิ้นที่ฉันเห็น พุทธลักษณะของพระพุทธรูปบางองค์ ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน พิพิธภัณฑ์หลังนี้จึงควรค่าแก่การให้เวลาเข้าชมอย่างที่สุด เมื่อผ่านพิพิธภัณฑ์เข้าไป จะมีทางเดินที่มีป้ายบอกเส้นทางชัดเจน อย่างไรก็ไม่หลง เพราะเดินเป็นวงกลม วนไปก็เจอทางขึ้นในที่สุด

wat-prayoon-u

เจดีย์พระประธานของวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม (อันดับ ๑) หรือ Award of Excellence จากโครงการประกวดรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและ แปซิฟิคประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๖

wat-prayoon-5          ฉันเดินมาถึงประตูทางเข้าซึ่งแคบมาก เพียงพอกับการเดินเข้าเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น ประตูทางเข้าที่แคบทำให้ฉันเกิดความรู้สึกสงบอย่างแปลกประหลาด เหมือนทั้งโลกนั้นมีฉันอยู๋คนเดียว เดินเข้าไปเพียง 2-3 ก้าว ก็จะพบกับบันได ความกว้างพอๆ กับทางเข้าหลัก แต่ที่แน่ๆ บันไดค่อนข้างชัน เป็นงานสถาปัตยกรรมแบบโบราณจริงๆ ฉันพอจะสันนิษฐานได้ว่าการสร้างบันไดที่ชันแบบนี้ คงเป็นวิธีการพิสูจน์ศรัทธาอย่างหนึ่ง ปลายทางของบันได เราจะพบแสงสว่างด้านบน แต่เรายังไม่สามารถเข้าถึงพระบรมมหาธาตุเจดีย์ได้ จึงต่อเดินเข้าตามป้ายบอกทางอีกครั้ง ณ มุมนี้ ก็จะมองเห็นวิวทิวทัศน์โดยรอบของวัด เป็นการพักเหนื่อยให้กับขาและปอดของเราอย่างแท้จริง เสมือนว่าเป็นกุศโลบายทางธรรมอย่างหนึ่ง ที่ต้องอาศัยความศรัทธาอย่างแรงกล้า และความมุ่งมั่นไม่ท้อถอย ผลลัพธ์จึงจะบังเกิดให้เห็น

 

พระบรมสารีริกธาตุ

เคยได้ยินเรื่องเล่ากันมาว่า เมื่อครั้งอดีต เคยมีโจรผู้ร้าย ลักลอบเข้าวัดมาเพื่อจะขโมยวัดถุ มงคลในเจดีย์ แต่เนื่องจากการสร้างทางขึ้น ทางเข้าและทางออกสมัยก่อน ไม่ได้มีป้ายบอกทางและเข้าออก ได้ง่ายเหมือนในปัจจุบัน โจรที่มาขโมยของต่างจนมุมอยู่ในเจดีย์ เพราะไม่สามารถหาทางออกได้เจอ บ้างก็ถึงกับเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ

เมื่อฉันเดินชมบรรยากาศโดยรอบและหายเมื่อยแล้ว จึงได้มีโอกาสเข้าไปกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ภายในเจดีย์ทรงลังกาแห่งนี้มาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2450    ภายในพิเศษจริงๆ เพราะสิ่งที่ฉันเห็นคือโครงสร้างมหึมาที่ยันโครงสร้างของเจดีย์ไว้ ซึ่งสันนิษฐานว่าจะมีลักษณะเช่นนี้มาตั้งแต่ครั้งบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่เมื่อปีพุทธศักราช 2549 โดยพระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมมจิตโต) เจ้าอาวาสวัดรูปปัจจุบัน ซึ่งในการบูรณะครั้งนั้น ยังได้ค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ และพระกรุอีกจำนวนมากบนองค์พระเจดีย์ใหญ่อีกด้วย

wat-prayoon-7a

          ภายในเจดีย์แห่งนี้ ยังเงียบสงบ มีพัดลมวางอยู่เป็นจุดๆ เหมาะกับการนั่งสมาธิมาก ซึ่งทางวัดก็อนุญาตให้พุทธศาสนิกชนสามารถใช้พื้นที่ในการสวดมนต์ รวมถึงนั่งสมาธิได้ด้วย ภายในพระเจดีย์แห่งนี้มีทางออกเพียงแค่ 1 ทาง ซึ่งเป็นทางที่ค่อนข้างจะลำบากสำหรับบุคคลที่รูปร่างสูงใหญ่ เนื่องจากประตูทางออก มีความสูงไม่เกิน 3 ฟุต จากที่ฉันประเมินด้วยสายตา ก็คิดว่า ทุกคนที่จะออกทางนี้ (เป็นทางออกดั้งเดิม) ควรต้องมุดและคลานออกเท่านั้น หากจะออกทางเดิม ซึ่งเป็นทางเข้า ก็จะสวนทางกับผู้ที่เข้ามาปฏิบัติธรรมและกราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นการไม่สะดวก ฉันรู้สึกแปลกใจและทึ่งกับลักษณะการสร้างทางเข้าและทางออกของเจดีย์แห่งนี้เป็นอย่างมาก และก็ไม่แปลกใจว่าเป็นแนวคิดที่แยบยลของคนสมัยก่อนที่สร้างทางเข้าออกคนละทาง ทั้งนี้เพื่อป้องกันขโมยไม่ให้เข้ามาลักทรัพย์และสิ่งของอันทรงคุณค่าในเจดีย์แห่งนี้

และฉันก็เคยได้ยินเรื่องเล่ากันมาว่า เมื่อครั้งอดีต เคยมีโจรผู้ร้าย ลักลอบเข้าวัดมาเพื่อจะขโมยวัดถุมงคลในเจดีย์ แต่เนื่องจากการสร้างทางขึ้น ทางเข้าและทางออกสมัยก่อน ไม่ได้มีป้ายบอกทางและเข้าออก ได้ง่ายเหมือนในปัจจุบัน โจรที่มาขโมยของต่างจนมุมอยู่ในเจดีย์ เพราะไม่สามารถหาทางออกได้เจอ บ้างก็ถึงกับเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจและหาทางออกไม่เจอเลยก็มี เป็นความประหลาดใจอย่างมากสำหรับฉัน เพราะไม่เคยเห็นเจดีย์ที่ไหนสร้างทางเข้าและออกได้แยบยลเช่นนี้ เป็นระบบกันขโมยออกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง

วัดประยูร
วัดประยูรวงศาวาส ยังมีพื้นที่ร่มรื่น เหมาะแก่การนั่งปฎิบัติธรรมอีกแห่ง นั่น คือ เขามอ ภูเขาจำลองขนาดเล็กที่บ้างก็เรียกว่า ภูเขาเต่า เพราะมีเต่า และตะพาบมากมายอาศัยอยู่ที่นี่ เขามอ แห่งนี้ก่อด้วยศิลาและตั้งอยู่กลางสระน้ำ มีความร่มรื่นและร่มเงาของพันธุ์ไม้เล็กใหญ่หลายชนิด บริเวณเขามอยังมีอนุสาวรีย์ปืนใหญ่ 3 กระบอก ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุปืนใหญ่ระเบิดครั้งจัดงานฉลองพระอารามของวัด ในสมัยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ในทุกๆ เย็นจะมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากแวะเวียนมาพักผ่อนหย่อนใจ ให้อาหารเต่าและปลาในวัด นอกจากความสงบและเข้าถึงธรรมแล้ว ธรรมชาติยังทำให้เราเข้าใจได้ชัดแจ้งอีกด้วยว่า ธรรมะ และ ธรรมชาติ คือ ของคู่กันเสมอมา

ขอบคุณข้อมูล    http://www.watprayoon.com/main.php

แสดงความเห็นของคุณ

Previous ArticleNext Article

การอ่านหนังสือแบบนักคิดนั้นแตกต่างจากการอ่าน หนังสือแบบผู้อ่านทั่วๆไป ตรงที่เราใช้หนังสือเป็นบันไดในการก้าวไปสู่ความ คิดของผู้เขียน ในขณะเดียวกันเราก็ใช้หนังสือเป็นเชื้อเพลิงในการจุดไฟเพื่อส่องสว่างทาง ความคิดให้กับเราเดินไปสู่ความคิดใหม่ที่เป็นของตัวเราเอง เราต้องคิดเสมอว่า ถ้าเราอ่านเพียงเพื่อรู้ เราจะเป็นได้เพียงผู้ตามเท่านั้น แต่ถ้าเราอ่านเพื่อคิด เราสามารถก้าวเป็นผู้นำ(ทางความคิด)ได้อย่างแน่นอน

ติดตามเราได้ที่ facebook